กระทรวงพลังงานกับโครงการบ่อแก๊สชีวภาพเฉลิมพระเกียรติเพื่อลด LPG

กระทรวงพลังงานกับโครงการบ่อแก๊สชีวภาพเฉลิมพระเกียรติเพื่อลด LPG ในครัวเรือน ประจำปีปี 2555 นำร่อง 56 จังหวัด รวม 1,946 บ่อ ผลิตแก๊สชีวภาพได้ 322,569 ลบ.ม./ปี ทดแทน LPG ได้ 148,382กก./ปี ลดการปล่อย CO2 สู่ชั้นบรรยากาศได้ 439,209 กก./ปี โดยเฉลี่ยต่อครัวเรือนสามารถลดการใช้ LPG ได้กว่า 60 % ด้วยรูปแบบบ่อแก๊สที่เหมาะสมกับชุมชนและสัตว์เลี้ยง หลายแบบ หลายขนาดความจุ ตั้งแต่ 2 ลบ.ม.- 8 ลบ.ม. เช่น แบบโอ่งน้ำ ฝาครอบลอย ถุงบอลลูน PVC แบบถัง PE (Polyethylene) แบบท่อซีเมนต์ โดยมีหลักพิจารณา 4 ประการ คือ 1.ราคาไม่แพง 2.ใช้วัสดุหาได้ในท้องถิ่น 3.ใช้ง่าย/มีประสิทธิภาพ 4.เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กระทรวงพลังงานกับโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้แก๊สชีวภาพในพื้นที่ต้นแบบ 

จากการดำเนินโครงการบ่อแก๊สชีวภาพเฉลิมพระเกียรติเพื่อลด LPG ในครัวเรือนโดยกระทรวงพลังงาน ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นเกิดความตื่นตัว มีความสนใจเรื่องพลังงานทดแทนเพื่อการพึ่งตนเอง และต้องการการสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมาก โดยเฉพาะการผลิตแก๊สชีวภาพใช้เองในครัวเรือนเพราะมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตชนบทไทยซึ่งมีการเลี้ยงสัตว์และมีมูลสัตว์เหลือทิ้งสามารถนำมาผลิตเป็นแก๊สชีวภาพเพื่อทดแทนแก๊ส LPG ที่นับวันราคาจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเป็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมลดภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่ง

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงริเริ่มโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้แก๊สชีวภาพในพื้นที่ต้นแบบ คือ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1-3 เมษายน 2556 โดยการดำเนินงานโครงการดังกล่าวจะมีการจัดเวทีกิจกรรมเสวนาเชิงวิชาการ เรื่อง “การผลิตและการใช้ประโยชน์จากแก๊สชีวภาพ” จากประสบการณ์จริงของครัวเรือนต้นแบบ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากอาสาสมัครพลังงานชุมชนที่ใช้งานระบบจริงในหัวข้อ “ความปลอดภัยจากการผลิตและการใช้แก๊สชีวภาพ”

จากนั้นจะมีการเยี่ยมชมและศึกษาแนวทางการดำเนินงานระบบผลิตแก๊สชีวภาพและการนำแก๊สชีวภาพไปใช้ประโยชน์ ณ โรงเรียนวัดเขาน้อย และครัวเรือนที่มีระบบแก๊สชีวภาพใน ตำบลดงประคำ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก มีการสร้างบ่อแก๊สชีวภาพขนาดเล็ก (2 ลบม.) จำนวน 70 ระบบ แบ่งเป็น ประชาชน 27 หลังคาเรือน จำนวน 55 ระบบ สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลดงประคำ จำนวน 2 ระบบ และโรงเรียน 5 โรง จำนวน 13 ระบบ โดยตำบลดงประคำจะใช้ระบบแก๊สชีวภาพแบบโอ่ง จากการประชุมทีมอาสาสมัครพลังงานชุมชน ได้กำหนดแบบแปลน เพื่อการก่อสร้างระบบแก๊สชีวภาพ ขนาด 2 ลบ.ม จำนวน 70 บ่อ ซึ่งต้องคำนึงถึงวัสดุการสร้างระบบบ่อแก๊สที่มีอยู่ในพื้นที่ ง่ายต่อการก่อสร้างและการขยายผล เพื่อความเหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่จึงได้ออกแบบบ่อแก๊สฯโดย ตำบลดงประคำจะใช้ระบบแก๊สชีวภาพแบบโอ่ง เนื่องจากในพื้นที่ใกล้เคียงมีโรงงานผลิตโอ่ง 2,000ลิตร งบประมาณในการก่อสร้างเฉลี่ย 5,000 – 7,000 บาท ต่อระบบ โดยทางสำนักงานพลังงานจังหวัดพิษณุโลก ใช้งบโครงการบ่อแก็สชีวภาพเฉลิมพระเกียรติเพื่อลด LPG ในครัวเรือน สนับสนุนการก่อสร้างให้กับครัวเรือน ระบบบ่อหมักแก๊สชีวภาพแบบโอ่งขนาด 2 ลบม. เมื่อเติมมูลสัตว์ 1 กก./วัน ทำให้เกิดก๊าซชีวภาพในปริมาตรเฉลี่ย 0.5 ลบม./วัน สามารถทดแทนแก๊ส LPG ได้ 0.23 กก./วัน ประหยัดเงิน 5.4 บาท/วัน เมื่อนำไปใช้งานในครัวเรือนทำให้ภาคครัวเรือนสามารถประหยัดค่าแก๊ส LPG ได้ 1,971 บาทต่อปี*

สำหรับพื้นที่ต้นแบบโครงการบ่อแก๊สชีวภาพที่เป็นพื้นที่เป้าหมายอีกแห่ง คือ ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัด จากการประชุมทีมอาสาสมัครพลังงานชุมชน ได้กำหนดแบบแปลน เพื่อการก่อสร้างระบบแก๊สชีวภาพ ขนาด 2 ลบ.ม จำนวน 6 บ่อ จึงได้ออกแบบบ่อแก๊สฯโดย ตำบลนาเสียวใช้ระบบแก๊สชีวภาพแบบถังโพลีเอทิลีน (Polyethylene : PE)เนื่องจากสะดวก ขั้นตอนในการก่อสร้างไม่นานไม่สิ้นเปลืองพื้นที่ในการก่อสร้าง และขั้นตอนการดูแลบำรุงรักษาไม่ยุ่งยาก งบประมาณเฉลี่ย 12,000 บาทต่อระบบ อีกทั้งยังมีอายุการใช้งานนาน ประมาณ 12-15 ปี โดยประโยชน์ที่ได้รับ คือ คนในชุมชนนำแก๊สชีวภาพไปใช้ทดแทน/ใช้ร่วมกัน กับแก๊สหุงต้มในครัวเรือน (LPG) ระบบบ่อหมักแก๊สชีวภาพขนาด 2 ลบม. เมื่อเติมมูลสัตว์ 1 กก./วัน ทำให้เกิดก๊าซชีวภาพในปริมาตรเฉลี่ย 0.5 ลบม./วัน สามารถทดแทนแก๊ส LPG ได้ 0.23 กก./วัน ประหยัดเงิน 5.4 บาท/วัน เมื่อนำไปใช้งานในครัวเรือนทำให้ภาคครัวเรือนสามารถประหยัดค่าแก๊ส LPG ได้ 1,971 บาทต่อปี และหากเพิ่มความจุเป็นขนาด 4 ลบม. ก็จะทำให้สามารถประหยัดค่าแก๊ส LPG ขนาดถัง 15 กก. ได้ถึง 3,942 บาท/ปี หรือ 12 ถัง/ปี (คิดที่การใช้ 1 ถัง/เดือน)* เลยทีเดียว

การดูแลและบำรุงรักษาระบบผลิตแก๊สชีวภาพ

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ชุมชนต้นแบบมีการดูแลและบำรุงรักษาระบบผลิตแก๊สชีวภาพ ดังนี้

ระบบแก๊สชีวภาพแบบถังโพลีเอทิลีน (Polyethylene : PE) 2 ลบ.ม. จังหวัดชัยภูมิ มีการตักหรือกวาดมูลไปใส่บ่อเติมท่อนำแก๊สชีวภาพทุกวันมีการคนส่วนผสมน้ำกับมูลสัตว์จนเหลวเข้ากันทุกครั้งก่อนเทลงช่องเติมมูลสัตว์ใช้ไม้กระทุ้งแหย่ท่อเติมตรงบ่อเติมและบ่อล้นเพื่อป้องกันไม่ให้มูลก่อตัวติดกันเป็นก้อนกีดขวางทางเข้าของมูลสัตว์

ระบบแก๊สชีวภาพแบบโอ่ง 2 ลบ.ม. จังหวัดพิษณุโลกมีการดูแลรักษาและทำความสะอาดคอกสัตว์ทุกวันโดยการตักหรือกวาดมูลไปใส่บ่อเติมท่อนำแก๊สชีวภาพมีการคนส่วนผสมน้ำกับมูลสัตว์จนเหลวเข้ากันทุกครั้งก่อนเทลงช่องเติมมูลสัตว์ มีการตรวจสอบรอยรั่วบริเวณฝาบ่อ และรอยเชื่อมต่อบริเวณบ่อหมักก๊าซชีวภาพเกลี่ยกากมูลสัตว์ที่แห้งหรือตกค้างบริเวณปากช่องระบายกากเพื่อให้มูลสัตว์ไหลออกสะดวกปัญหาจากการใช้งานระบบผลิตแก๊สชีวภาพ

ระบบแก๊สชีวภาพแบบถังโพลีเอทิลีน (Polyethylene : PE) 2 ลบ.ม. จังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านต่อท่อนำแก๊สชีวภาพไปใช้งานโดยเดินท่อราบไปกับพื้นดิน เมื่อเกิดฝนตกหรือมีน้ำขังบริเวณพื้น ทำให้น้ำเข้าไปขังในท่อ ซึ่งแก้ปัญหาโดยการให้ชาวบ้านยกสายท่อแก๊สให้สูงเหนือพื้นดินเมื่อเทียบการนำระบบบ่อหมักแก๊สชีวภาพขนาด 2 ลบ.ม. และขนาด 4 ลบ.ม. พบว่าขนาด 2 ลบ.ม. เมื่อไปใช้งานในครัวเรือน ทำให้ภาคครัวเรือนสามารถประหยัดค่าแก๊ส LPG ได้ แต่ยังคงต้องใช้แก๊ส LPG ร่วมกับแก๊สชีวภาพอยู่ เนื่องจากระบบแก๊สชีวภาพขนาด 2 ลบ.ม.ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน ดังนั้นควรส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีระบบบ่อแก๊สชีวภาพขนาด 4 ลบ.ม. ขึ้นไป จึงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของแก๊ส LPG ได้มากขึ้นหรือไม่ใช้แก๊ส LPG เลยก็อาจเป็นไปได้

ระบบแก๊สชีวภาพแบบโอ่ง 2 ลบ.ม.จังหวัดพิษณุโลกชาวบ้านต่อท่อนำก๊าซชีวภาพโดยเดินท่อราบไปกับพื้นดิน เมื่อเกิดฝนตกหรือมีน้ำขังบริเวณพื้น ทำให้น้ำเข้าไปขังในท่อ ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดพิษณุโลกแก้ปัญหาโดยการให้ชาวบ้านยกสายท่อแก๊สให้สูงเหนือพื้นดินเกิดแก๊สน้อย บางทีไม่พอใช้ การเตรียมมูลวัวที่ใช้เติมบ่อหมักแต่ละวัน มีความสัมพันธ์กับครัวเรือนเพราะปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นอยู่กับปริมาณมูลสัตว์ที่เติม จึงจะทำให้มีก๊าซชีวภาพใช้งานที่พอเพียงการนำระบบบ่อหมักแก๊สชีวภาพขนาด 2 ลบ.ม. ไปใช้งานในครัวเรือน ทำให้ภาคครัวเรือนสามารถประหยัดค่าแก๊ส LPG ได้ แต่ยังคงต้องใช้แก๊ส LPG ร่วมกับแก๊สชีวภาพอยู่ เนื่องจากระบบแก๊สชีวภาพขนาด 2 ลบ.ม. 1 ระบบ ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน ดังนั้นควรส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีระบบบ่อแก๊สชีวภาพไว้ใช้งานมากกว่า 1 ระบบขึ้นไป จึงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของแก๊ส LPG ได้มากขึ้นหรือไม่ใช้แก๊ส LPG เลยก็อาจเป็นไปได้

หัวใจสำคัญของในความสำเร็จของการถ่ายทอดองค์ความรู้แก๊สชีวภาพในพื้นที่ต้นแบบ คือ การสร้างทีมอาสาสมัครพลังงานชุมชน ให้มีศักยภาพในเชิงความรู้เชิงทฤษฎี การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ และความปลอดภัยในการใช้แก๊สชีวภาพ ปัจจุบันอาสาสมัครพลังงานชุมชนมีความสามารถก่อสร้างระบบแก๊สชีวภาพได้ด้วยตน เอง และสามารถนำความรู้ที่ได้รับ ไปขยายผลการก่อสร้างระบบแก๊สชีวภาพและแนะนำแนวทางการดูแลบำรุงรักษา เพื่อการพึ่งพาตนเองของชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา: รายงานโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ไบโอแก๊สชุมชนจากชุมชนต้นแบบ
จัดทำโดย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คณะวิศวกรรมศาสตร์