ลุงหน่า บ้านนา พาดี พาสุข ฐานที่มั่นสุดท้าย_สู้วิกฤตโควิด 19

ลุงหน่า บ้านนา พาดี พาสุข ฐานที่มั่นสุดท้ายของชีวิต “ทำทันทีก่อนจะสายเกินไป” ตอนที่ 1 ภาพประกอบจาก : น้าหน่า บ้านนา พาดีพาสุข https://web.facebook.com/profile.php?id=100014136248230

ลุงน้อยหน่า หรือเรียกสั้นๆว่า “ลุงหน่า” ในความทรงจำของผม รู้จักลุงหน่าครั้งแรกเมื่อปี 2557 ตอนที่จัดอบรมปฏิบัติการโซล่าเซลชุมชนพลังงานทดแทนเพื่อการพึ่งตนเองที่ ต.ห้วยบง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ จัดโดยสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม กระทรวงพลังงาน ได้เจอลุงหน่าเพราะติดต่อสมัครเข้าร่วมอบรมในกลุ่มประชาชนทั่วไป พอถึงวันอบรมลุงหน่าขับรถมาเองกับภรรยา เอาเต๊นมานอนเอง อุปกรณ์ดำรงชีพครบครัน กินง่ายอยู่ง่าย มาทราบเพิ่มเติมว่าลุงหน่าเป็นคนทำค่ายอาสาพัฒนาตัวยงจึงคุ้นเคยกับการเดินทางไปในถิ่นทุรกันดารนอนกลางดินกินกลางทรายเป็นอย่างดี
“ลุงหน่า” เรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานทดแทนโซล่าเซลอย่างตั้งใจตลอด 3 วัน 2 คืน ได้มีโอกาสพูดคุยถึงชีวิตประวัติความเป็นมาจึงทราบว่า “ลุงหน่า”คืออดีตข้าราชการทหาร เรียนจบโรงเรียนช่างฝีมือทหาร (Military Technical Training School) และเข้าบรรจุรับราชการในปี พ.ศ. 2530 เมื่ออายุเพียง 20 ปี หลังรับราชการมากว่า 25 ปี ในยศพันจ่าอากาศเอก ลุงหน่าตัดสินใจ Eariler retire (เออร์ลี่รีไทร์) เพื่อเดินตามความฝันที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายแบบเศรษฐกิจพอเพียงกับภรรยาที่บ้านนา เดิมลุงหน่าเป็นคนเมือง บ้านเกิดอยู่จังหวัดจันทบุรี อยู่กับความทันสมัยซื้ออยู่ซื้อกินตามปกติของคนเมือง แต่เมื่อได้มารู้จักกับภรรยาเมื่อปี 2540 และมีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมบ้านภรรยาที่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี จึงเกิดภาพความประทับใจครั้งแรกที่เห็นทุ่งนา “มันเป็นจังหวะที่ข้าวในนาตั้งท้อง แล้วกลิ่นท้องนามันหอมมากเลยตัดสินใจจะมาใช้ชีวิตที่นาตรงนี้กับภรรยา” ลุงหน่าเล่าภาพความประทับใจและจุดเปลี่ยนของชีวิต จากนั้นปี 2543-2544 เริ่มหาข้อมูลความรู้ในศาสตร์เพื่อการพึ่งตนเอง ศาสตร์ศิลป์กินอยู่กับธรรมชาติ วิธีการที่ตัวเองจะมาใช้ชีวิตที่นี่จะต้องทำอะไรบ้าง ต้องบริหารจัดการชีวิตแบบไหน การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ไปเรียนรู้ดูงานที่ศูนย์เกษตรกรรมมาบเอื้อง การทำบ้านดิน หาความรู้เตรียมการมาเรื่อยๆในเรื่องการพึ่งตนเองรวมทั้งเรื่องพลังงานทดแทนโซล่าเซลล์
หากจะ “ขอเป็นบ้านนอกให้คนเมือง” แบบลุงหน่าจะเริ่มอย่างไร ? : ลุงหน่าบอกว่าครั้งแรกเลยต้องเริ่มจากพอก่อน ผมพอแล้วกับสิ่งที่ต้องการจะมี การเปลี่ยนสังคมแบบพบป่ะสังสรรค์ เลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เราเริ่มห่างหายจากกลุ่มเพื่อนวงเหล้า แล้วการสูบบุหรี่ก็จะหายไปด้วย เคยเจอเจ้านายประเภท “มึงไม่แดกเหล้ามึงไม่ใช้…พวกกูด้วยซ้ำไป” แต่ด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นตัดเป็นตัด ฝึกฝนตนเองเพื่อเตรียมการสู่ชีวิตที่เรียบง่ายพอเพียงพึ่งตนเอง อยู่กับธรรมชาติ ตามสโลแกนของลุงหน่า “ขอเป็นบ้านนอกให้คนเมือง” ขอเป็นบ้านนอกให้คนเมือง..
ความหมายของลุงหน่าคือคนเมืองที่ไม่มีบ้านนอกให้เรียนรู้หรือเที่ยวพักผ่อนก็สามารถมาที่นี่ได้.. มีมีบรรยากาศบ้านนอกให้เรียนรู้สัมผัส
เริ่มจากวางแผนเพื่อการพึ่งตนเอง : เนื่องจากลุงหน่าผ่านการอบรมจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง แล้วก็เรียนรู้เรื่อง *โคก หนอง นา โมเดล มาพอสมควร
*โคก หนอง นา โมเดล คือ การจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆ โคก-หนอง-นา โมเดล เป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมี มนุษย์เป็นส่วนส่งเสริมให้มันสำเร็จเร็วขึ้น อย่างเป็นระบบ ที่มา : (โคก-หนอง-นา โมเดล” การสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน region1.prd.go.th)
บทเรียนวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 จึงเป็นแรงเสริมให้ลุงหน่าเร่งตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเองเร็วขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าในยามวิกฤตภัยพิบัตินั้น “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง” ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นลุงหน่ากล่าว เมื่อเป็น เช่นนั้น ลุงหน่ากับภรรยาที่ซื้อบ้านอยู่แถวปากเกร็ด จ.นนทบุรี ก็ประกาศขายบ้านเพื่อนำเงินก้อนที่ได้ ย้ายถิ่นฐานกลับไปที่บ้านเกิดภรรยาที่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ยุติอาชีพรับราชการนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ลุงหน่าบอกว่า “มาครั้งแรกพื้นที่ตรงนี้ประมาณ 16 ไร่ ก็มีเถียงนาเก่า จึงเริ่มกั้นผนังสี่ด้านให้พอกันลมกันฝนกินนอนใช้ชีวิตกับภรรยาร่วมปี เพื่อจะเรียนรู้ว่าแดดมาทางไหน ลมทางไหน ฝนทางไหน ส่วนห้องน้ำกับบ่อน้ำบาดาลสร้างและขุดเตรียมการไว้ก่อนหน้าแล้ว เมื่อเรียนรู้ลมฟ้าอากาศ ธรรมชาติของผืนดินแล้วก็เริ่มสร้างบ้าน เมื่อมีที่พัก มีน้ำแล้ว ก็มาเรื่องอาหาร ลุงหน่าให้ความสำคัญกับการทำนาปลูกข้าวก่อน และเน้นย้ำว่าจะต้องปลูกข้าวให้พอกินเลี้ยงตัวเองตลอดทั้งปีก่อนจึงมีการสร้างยุ้งฉางเก็บข้าว(ซึ่งทำจากดินผสมฟางข้าวแบบบ้านดินที่ไปเรียนรู้มา) ลุงหน่าสังเกตเห็นว่ามีเกษตรกรชาวนาจำนวนไม่น้อยที่ทำนาขายข้าวจนหมด แล้วสุดท้ายไม่เหลือเก็บไว้กินต้องเอาเงินที่ขายข้าวไปซื้อข้าวกลับมากินอีกที ดังนั้นลุงหน่าจึงยึดหลักการทำเพื่อเลี้ยงตัวเองให้เพียงพอก่อนเมื่อเหลือกินแล้วค่อยขาย หรือเผื่อแผ่แบ่งปัน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเคร่งครัด เอาเฉพาะที่พอกินกับภรรยาทั้งปีทำ 1 ไร่ก็เพียงพอแล้ว เพราะว่าข้าวเราสามารถเลือกปลูกได้ถ้าจะปลูกกินเองปีละครั้งก็เพียงพอไม่ต้องใช้พื้นที่มาก หลังจากมีข้าวแล้วก็ต้องมีน้ำ ลุงหน่าก็ขุดบ่อน้ำและเลี้ยงควายเพื่อจะเอาขี้ควายไปทำแก๊ส และเมื่อควายลงเล่นน้ำ ขี้ควายก็เป็นอาหารปลา จากนั้นก็เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มีไข่กิน ปลูกผักสวนครัวเพื่อเป็นอาหาร
อ่านต่อตอน ๒

 

 

ตอน 2 ลุงหน่า บ้านนา พาดี พาสุข “ผ่านพ้นวิกฤตโควิด 19 ด้วย สคส.พระราชทานปี 2547”

ภาพประกอบจาก : ภาพ : เพจสานต่อที่่พอทำ สืบค้นจาก https://web.facebook.com/…/a.14046749395…/1404677462890013/…

ส.ค.ส. สำหรับปี 2547 (ที่มาของภาพ: สูจิบัตรนิทรรศการ พระสถิตในดวงใจนิรันดร์ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา)

น้าหน่า บ้านนา พาดีพาสุข https://web.facebook.com/profile.php?id=100014136248230

 

การเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสปอดอักเสบโควิด 19 ของลุงหน่า : ลุงหน่าบอกว่าเหตุการณ์โควิด 19 ผมไม่อยากให้มันเกิดนะ รู้ว่ามันจะต้องเกิดวิกฤตแบบนี้เหมือนอย่างปฏิทินที่ในหลวงรัชการที่ 9 เขียนไว้ถึงระเบิด 4 ลูก ใน ส.ค.ส. พระราชทานตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งทรงเตือนว่าจะเกิดเหตุการณ์พังทลายของระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ ขึ้นทั่วโลก สิ่งที่จะทำให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ก็ด้วยความสามัคคี ทรงรับสั่งว่า “สามัคคีคือพลัง ค้ำจุนแผ่นดินไทย ตอนลุงหน่าไปอบรมเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติในตอนนั้นทุกคนรู้ ทุกคนเตรียมตัว ผมรู้แล้วผมก็เตรียมตัว ออกมาตั้งฐานที่มั่นสุดท้ายของชีวิตเพื่อรองรับวิกฤตแต่การรับมือวิกฤตของลุงหน่าสิ่งที่ไม่คาดคิดคือการรับมือกับวิกฤตไวรัส ที่ทำบ้านตรงนี้ไว้เพื่อจะรองรับผู้คน เพื่อนพี่น้อง ที่จะสามารถมาพักอาศัยกับเราได้ เช่น หนีน้ำท่วมมาจากกรุงเทพฯ หรือสงคราม แต่เมื่อมันเป็นวิกฤตไวรัส จึงไม่สามารถคัดกรองใครได้เลย จึงจำเป็นต้องปิดตัวแล้วดูแลตัวเองเพียงอย่างเดียว

 

ลุงหน่าบอกว่าการจะออกมาใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเองแบบนี้ต้องเตรียมการเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายในการปรับตัว ลุงหน่าออกจากราชการมาตอนอายุ 45 ปี ครั้งแรกที่มาจับจอบ จับเสียม ก่อนหน้านั้นก็เคยจับแต่ไม่ได้จับทุกวันเกิดอาการบาดเจ็บนิ้วล็อคเป็นปี “ไอ้ความรู้ที่มีมาพอถึงเวลาปฏิบัติจริง ชีวิตจริงไม่ง่าย ไม่เหมือนไปค่ายอาสาทำไม่เสร็จก็มีคนมาช่วย แต่ชีวิตจริงขุดดินไม่เสร็จเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เสร็จไม่ได้ ไม่มีกิน ดังนั้นคนที่คิดว่าเกษียณแล้วค่อยมาทำไม่รอดยกเว้นคุณมีเงินเยอะ แล้วใช้การชี้นิ้วสั่งทำงานอย่างนั้นนะได้”

“ที่ผมโพสต์ลงเฟสบุ๊กถึงความสำเร็จที่สวยงามแต่ให้คิดย้อนกลับว่าก่อนที่จะสวยงามขนาดนี้ต้องใช้ความพยายามอย่างมากไม่ง่ายเลย”

ดั้งนั้น เมื่อตัดสินใจจะออกมาใช้ชีวิตแบบนี้ต้องเตรียมการ ศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ศิลป์การพึ่งตนเองต่างๆ เรียนรู้ลมฟ้าอากาศดินที่บ้านตัวเอง ฝึกฝนกล้ามเนื้อให้พร้อมกับการทำเกษตร ถ้าคนที่เคยทำมาก่อนน่ะง่าย แต่ผมเป็นคนเมืองมาก่อนไม่เคยทำเลย ก็ต้องใช้เวลาไม่ง่าย แต่ทำได้ มันคือความสุขถึงทำ ทำทันที ขอให้ได้อยู่กับคนที่ผมรักผมทำได้

ภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ที่อาจต้องต่อสู้ยืดเยื้อเป็นเดือนหรือเป็นปี ลุงหน่า บ้านนา พาดี มีสุข บอกว่าพร้อมแล้วทั้งอาหาร น้ำ พลังงาน ยังไงก็จะต้องมีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการดำรงชีพ ดังนั้นในช่วงโควิด 19 ลุงหน่าจึง สามารถ lock down อยู่กับบ้านได้สบาย “ขอให้ดินฟ้าอากาศเป็นไปตามฤดู ผมกับภรรยาอยู่ได้ปิดตัวได้เลย อาหารข้าว ปลา ผัก ไข่ น้ำ พลังงานทดแทน มีครบ ถ้าจะต้องอดตายคนข้างนอกคนเมืองตายก่อน ผมน่าจะเป็นชุดสุดท้ายที่จะตาย ลุงหน่ากล่าวส่งท้ายอย่างมั่นใจ”