หมอนยางพาราแท้บ้านคลองโอม ลดต้นทุนในกระบวนการผลิตด้วยพลังงานทดแทน

ชื่อบทความ : พลังงานทดแทน ผลิตหมอนยางพาราบ้านคลองโอม
บทความโดย นายพิรัฐ อินพานิช สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
หากใครติดตามติดตามข่าวสารทางเกษตร จะพบว่าปัจจุบันเกษตรกรหลายชุมชนได้มีพัฒนาผลผลิตให้มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และเพื่อสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับผลิตผล เราจึงได้เห็นข้าว มังคุด รังไหม มะพร้าวหรือสมุนไพรต่างๆ มาในรูปแบบอื่นๆ ที่หลากหลาย ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียว “ยางพารา” ก็เช่นกัน ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรได้พัฒนาสินค้า ด้วยการ “แปรรูป” น้ำยางดิบเป็น “หมอนยางพารา” สามารถสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มได้ปีละหลายล้านบาท และยังแก้ไขปัญหาราคายางที่ไม่แน่นอนได้อีกด้วย 
จากกองทุนหมู่บ้าน สู่โครงการประชารัฐ ผลิตหมอนยางพารา
ย้อนอดีตไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2544 ชาวบ้านในชุมชนบ้านคลองโอม หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งสง อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เริ่มตั้งกองทุนหมู่บ้านขึ้น โดยการรวมตัวของสมาชิกเพื่อสร้างพลังการออม และนำไปลงทุนสร้างงาน สร้างอาชีพ ภายในชุมชน หลังจากดำเนินงานบริหารกองทุนต่อเนื่องมาได้ 4-5 ปี กลุ่มเริ่มมีความมั่นคง สมาชิกจึงนำเงินจากกลุ่มไปลงทุนต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคงของกองทุนต่อไป โดยต่อยอดไปสู่การสร้างระบบประปาหมู่บ้าน และโรงน้ำดื่มสะอาด ทำให้ตอนนั้นบ้านคลองโอม เป็นหมู่บ้านเดียวในตำบลทุงส่งที่ประชาชนกว่าร้อยละ 95 เข้าถึงระบบน้ำประปา เพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี 
หลังจากประสบความสำเร็จด้านการจัดการกองทุนชุมชนและระบบประปาหมู่บ้านแล้ว กลุ่มจึงคิดต่อยอดด้วยการเอาผลผลิตในชุมชนมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพราะชุมชนคลองโอมยังไม่มีผลิตภัณฑ์แปรรูปของชุมชนที่โดดเด่น เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าโอทอป (OTOP) ประจำตำบล จะมีก็เพียงน้ำยางดิบและแผ่นยางแปรรูปเท่านั้นซึ่งไม่มีความโดดเด่นเพียงพอที่จะแข่งขันกับใครได้ ขณะเดียวกันน้ำยางดิบที่มีอยู่เป็นจำนวนมากอยู่ในช่วงราคาตกต่ำ คุณวีรยุทธ ดาวัลย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ได้เกิดแนวคิดที่จะทำหมอนสุขภาพจากน้ำยางพาราจากวัตถุดิบที่มีมากในท้องถิ่น เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก กู้วิกฤตราคายางตกต่ำ และพัฒนาไปสู่สินค้าประจำท้องถิ่น จึงได้เริ่มต้นเรียนรู้กระบวนการผลิตหมอนยางพารา ศึกษาวิเคราะห์ช่องทางการตลาดอย่างจริจังและต่อเนื่องกว่า 1 ปี เมื่อเห็นความเป็นไปได้ทางการตลาด จึงตัดสินใจลงมือผลิตในนาม “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หมอนยางพาราบ้านคลองโอม” โดยได้รับงบประมาณจากทางราชการผ่านโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ กระทรวงการคลัง เมื่อปี พ.ศ. 2559 จำนวน 500,000 บาท และกองทุนหมู่บ้าน บ้านคลองโอม สมทบงบประมาณจัดหาอุปกรณ์ในการผลิตหมอน อีก 600,000 บาท รวมมูลค่าลงทุนกว่า 1,100,000 บาท จนสามารถนำออกจำหน่ายผ่านทางสื่อออนไลน์ และตามงานนิทรรศการต่าง ๆ สมาชิกที่มาร่วมผลิต ใช้เวลาว่างจากการกรีดยางพารา หากสมาชิกคนไหนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง จะมีรายได้เสริมกว่า 10,000 บาท/คน/เดือน ปัจจุบันหมอนยางพาราบ้านคลองโอมมี 2 แบบ คือเนื้อยางสีขาว และเนื้อยางสีเทา (ซึ่งมีส่วนส่วนผสมถ่านชาโคลจากต้นไผ่ เพื่อดูดกลิ่นลงไปด้วย) ราคาจำหน่ายใบละ 500-600 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มฯของหมู่ 8 บ้านคลองโอม กว่า 165 คน 
ลดต้นทุนการผลิตด้วยพลังงานทดแทน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน 
สำหรับกระบวนการผลิตนั้น มีหลายขั้นตอน ซึ่งคุณบุญมา บัวลาด หนึ่งในคณะกรรมการฝ่ายผลิต ได้อธิบายขั้นตอนการผลิตหมอนยางพาราโดยสรุป ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1) จะเริ่มจากการกวนน้ำยางในถังสแตนเลส ผสมน้ำยา 3 ชนิด ตามอัตราส่วน หมอน 1 ใบจะใช้น้ำยางข้น 60 % ปริมาณ 2.5 กิโลกรัม น้ำยาชนิดที่ 1 เพื่อให้ตีขึ้นฟูปริมาณ 150 กรัม ปริมาณ 150 กรัม น้ำยาชนิดที่ 2 เพื่อป้องกันเชื้อรา และน้ำยาชนิดที่ 3 ช่วยให้หมอนคงรูปไม่ยุบตัว ปริมาณ 120 กรัม ใช้ระยะเวลาตีส่วนผสมทั้งหมด 15 นาที ขั้นตอนที่ 2) เทน้ำยางที่ผสมแล้วใส่แบบพิมพ์รูปหมอนทิ้งไว้ให้แข็งตัว ใช้เวลา 1 นาที ขั้นตอนที่ 3) การอบไอน้ำ นำหมอนจากแบบพิมพ์ใส่ตู้อบแรงดันไอน้ำให้หมอนฟูนิ่ม ใช้ความร้อน 80 องศาเซียลเซียส ระยะเวลา 20 นาที และนำไปล้างน้ำ ขั้นตอนที่ 4) ล้างทำความสะอาด-ผึ่งลมให้แห้ง ขั้นตอนที่ 5) การอบให้แห้งสนิท ด้วยโรงอบแสงอาทิตย์ ที่อุณหภูมิ 55 -60องศาเซียลเซียส ตัดแต่งขอบหมอนให้เรียบร้อย ขั้นตอนที่ 6) บรรจุใส่ถุงป้องกันเชื้อรา 
จากกระบวนการผลิตดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันมากขึ้นคณะกรรมการจึงคิดวิธีการลดต้นทุนพลังงานไฟฟ้า หรือ แก๊สหุงต้ม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่สามารถปรับใช้กับวัตถุดิบพลังงานทดแทนในท้องถิ่นได้ โดยมองไปที่กระบวนการอบไอน้ำและการอบแห้งเป็นพิเศษ ซึ่งเทคโนโลยีแรกที่นำมาใช้โดยไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเพราะมีอยู่แล้วคือ โรงอบแห้งแสงอาทิตย์แบบผสมผสานที่ประยุกต์จากโรงอบยางพารา ซึ่งมีข้อดีคือหมอนไม่โดนฝุ่น ป้องกันสิ่งสกปรกได้ดี เปรียบเหมือนการนำไปผึ่งลมบนแผงตะแกรงเป่าด้วยพัดลมขนาดใหญ่ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 746 วัตต์เป่าเป็นเวลาไม่ต่ำว่า 18 ชั่วโมง (ทำให้ไม่เสียค่าใช้จ่ายพลังงานในส่วนนี้) คิดเป็นค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้กว่าเดือนละ 400 บาท ที่สำคัญเวลาหน้าฝนสามารถใช้ความร้อนจากฟืนอบแห้งได้แทนได้อีกด้วย สำหรับการลดต้นทุนพลังงานในการอบหมอน ทางกลุ่มใช้เตาเศรษฐกิจประยุกต์แบบมณฑล ซึ่งสร้างโดยช่างชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนด้านความรู้ จากสำนักงานพลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้เชื้อเพลิงจากไม้ฟืนของต้นยางพาราที่หาได้ในท้องถิ่น ร่วมกับหม้ออบแรงดันไอน้ำ ทดแทนแก๊ส LPG จากเดิมมีค่าใช้จ่ายวันละ 600 บาท เหลือเพียงวันละ 50 บาท ประหยัดได้กว่า 7 บาทต่อหมอน 1 ใบ
หลังจากหันมาใช้พลังงานทดแทนประหยัดพลังงานในกระบวนการอบและตากแห้งด้วยพลังงานทดแทนได้กว่าร้อยละ 90 ทำให้สามารถคืนทุนกลุ่มได้ภายใน 2 ปี โดยในอนาคตมีแผนที่จะต่อยอดสู่การผลิตที่นอนยางพารา และโรงงานผลิตน้ำยางข้นในชุมชน นับเป็นกลุ่มวิสาหกิจลดต้นทุนด้วยพลังงานทดแทนดาวรุ่งอนาคตไกล สามารถพลิกวิกฤตราคายางตกต่ำ ด้วยการผลิตหมอนยางพาราแท้ 100% โครงการดังกล่าว จะช่วยทำให้หมู่บ้านและชุมชนนำวัตถุดิบมาสร้างมูลค่าเพิ่ม สามารถนำพลังงานทดแทนมาลดต้นทุนการผลิต ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง สามารถพึงพาตนเองได้ มีรายได้ ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อทำการตลาดผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีออนไลน์ กลุ่มจะสามารถเพิ่มศักยภาพทางการตลาด กระจายสู่ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ เกิดการพัฒนาศักยภาพในท้องถิ่นและภูมิภาค ตามเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากตามแนวทางนโยบายประชารัฐ ได้อย่างแท้จริง

: สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คุณวีรยุทธ ดาวัลย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หมอนยางพาราบ้านคลองโอม หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งสง อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 088-760-2775,095-4313950,093-7102484

ขอขอบคุณ : กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หมอนยางพาราบ้านคลองโอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
สำนักงานพลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช
ระบบอบแห้งหมอนยางพาราแบบผสมผสาน
บ้านคลองโอม ม.8 ต.ทุ่งสง อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช
ออกแบบโดย ดร.มณฑล หัสดินทร์ นายช่างเทคนิคชำนาญงาน 
สำนักงานพลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช
ระบบอบแห้งหมอนยางพาราเป็นเครื่องอบแห้งแบบขจัดน้ำ (dehydration) รูปแบบของเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบนี้จะมีความซับซ้อน โดยจะมีการแยกส่วนระหว่างส่วนรับแสงอาทิตย์กับส่วนสำหรับวางหมอนยางพาราที่ต้องการอบแห้ง ซึ่งจะทำให้หมอนยางพาราที่นำมาอบแห้งนั้นไม่ต้องถูกแสงอาทิตย์โดยตรง แต่จะได้รับอากาศร้อนจากส่วนรับแสงอาทิตย์มานำเอาความชื้นและไอน้ำออกไปจากหมอนยางพาราที่ถูกนำมาอบ การอบแห้งด้วยเครื่องอบแห้งแบบนี้จะได้คุณภาพของหมอนยางพาราที่นำมาอบแห้ง เครื่องอบแห้งหมอนยางพาราพลังงานแสงอาทิตย์แบบขจัดน้ำ สามารถได้คั้งละ 450-500 ใบ ลักษณะห้องอบเป็นทรงสี่เหลียม ใช้โครงเหล็กขนาด 8 x 5 เมตร สูง 2.5 เมตร ผนังหลังคาบุด้วยสังกะสีทาสีดำเพื่อรับความร้อนจากแสงอาทิตย์ให้มากที่สุดและป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตที่จะสัมผัสกับหมอนยางพารา เป็นการป้องกันหมอนยางพาราเสื่อมสภาพ มีช่องระบายความชื้นอยู่บริเวณหลังคา โรงอบ มีแผงสำหรับรับความร้อนจากแสงอาทิตย์ด้านทิศใต้ของโรงอบ ที่ทำด้วยแผ่นกระจกใสขนาดความหนา 4 มิลลิเมตร มีพื้นที่ 6 x 8 เมตร พื้นคอนกรีตทาด้วยสีดำด้าน รูปแบบของเครื่องอบแห้งนี้ดังแสดงในภาพ 
หลักการทำงานของระบบ
การทำงานของเครื่องอบแห้งจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือช่วงเวลากลางวัน และ ช่วงเวลากลางคืน 
สำหรับช่วงเวลากลางวัน ระบบจะใช้ความร้อนผ่านตัวรับรังสีอาทิตย์แบบแผ่นเรียบ เพื่อสร้างอากาศร้อนทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้น หลังจากนั้นอากาศจะไหลเข้าห้องอบแห้งแลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศภายในห้องอบแห้ง อากาศร้อนจะสัมผัสกับหมอนยางพารา ดึงความชื้นออกจากหมอนยางพาราซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิห้องอบไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส และความชื้นจะถูกระบายออกไปด้านบนของห้องอบแห้งโดยความชื้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2 วันแรก จากนั้นความชื้นจึงจะคงที่ไปเรื่อย ๆ ในระยะเวลาประมาณ 5-14 วันจนมีระดับความชื้น 1-3 % แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ อุณหภูมิภายนอก การเคลื่อนที่ของมวลอากาศในห้องเป็นต้น หลังจากที่ขึ้นรูปหมอนยางพาราเสร็จ ควรผึ่งให้สะเด็ดน้ำ 0.5 – 1 ชั่วโมง นำหมอนยางพาราเข้าอบในห้องอบโดยใช้ระยะเวลาอบนาน 5-10 วัน ในสภาพแดดจัดภายในโรงอบจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ระดับ 46– 55 องศาเซลเซียส โดยที่อุณหภูมิภายในสูงกว่าภายนอกประมาณ 14 –18 องศาเซลเซียส จึงทำให้ได้หมอนยางพาราคุณภาพดีเนื่องจากปริมาณความชื้นในหมอนยางพาราต่ำกว่า 1 %
สำหรับช่วงเวลากลางคืนจะดึงความร้อนจากเตาชีวมวลโดยใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิง ความร้อนจะไหลไปตามท่อภายในห้องอบแห้งแลกเปลี่ยนพลังงานความร้อนกับอากาศภายในห้องอบแห้งการควบคุมอุณหภูมิของห้องอบทำได้ค่อนข้างยากขึ้นอยู่กับขนาดของไม้ฟืนความชื้นสัมพัทธ์ในห้องอบ การควบคุมการลุกไหม้ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเตาเศรษฐกิจประยุกต์แบบมณฑล ที่ใช้เชื้อเพลิงจากไม้ฟืนที่หาง่ายในท้องถิ่น ใช้ร่วมกับตู้อบไอน้ำหมอนยางพารา ทดแทนแก๊ส LPG ซึ่งเตานี้เหมาะสำหรับประยุกต์ใช้สำหรับทุกผลิตภัณฑ์ ที่ใช้ความร้อน เช่น ต้ม อบ ทอด คั่ว เนื่องจากมีการออกแบบที่ถูกหลักการไหลของอากาศ มีการหมุนเวียนของความร้อนภายในเตา 3 ครั้ง ทำให้มีความร้อนสูง ควันน้อย ใช้เชื้อเพลิงน้อย มีการออกแบบเหมาะสมกับการใช้งานถูกสุขอนามัยสำหรับผู้ใช้งาน อีกทั้งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพเชิงความร้อนร้อยละ 40 โดยประมาณ นับเป็นนวตรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ปัจจุบัน 
ใช้อย่างแพร่หลายทุกจังหวัดในภาคใต้และขยายผลสู่ทุกภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย ///////////////
: สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านคลองโอม ต.ทุ่งสง อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช 088-760-2775,095-4313950,093-7102484