อาสาสมัครพลังงานชุมชน ร่วมรณรงค์ “ชั่วโมงช่วยชาติ ลดพีคไฟฟ้ากลางวันและกลางคืน”

อาสาสมัครพลังงานชุมชน ร่วมรณรงค์ “ชั่วโมงช่วยชาติ ลดพีคไฟฟ้ากลางวันและกลางคืน”

โดยปี 2561 กระทรวงพลังงานขับเคลื่อน โครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารเเละจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนฯ โดยมีสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และ อาสาสมัครพลังงานชุมชน (อส.พน.) ร่วมกันจัดทำแผนพลังงาน “ชุมชนประหยัดพลังงานไฟฟ้า” มีการเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวของประเทศ Thailand Integrated Energy Blueprint : TIEB การมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนพลังงานสู่ความมั่นคง พัฒนาเศรษฐกิจให้มั่งคั่ง เพื่อให้สังคมไทยมีความยั่งยืนด้านพลังงาน สร้างทีมประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักในการประหยัดพลังงานและขอความร่วมมือจากภาคประชาชน ช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ผ่านกิจกรรมรณรงค์ “ชั่วโมงช่วยชาติ ลดพีคไฟฟ้ากลางวันและกลางคืน” โดยร่วมรณรงค์ปฏิบัติการ ‘ปิด-ปรับ-ปลด-เปลี่ยน’ การใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าใน 2 ช่วงเวลา ครั้งละ 2 ชม.คือ ลดพีคไฟฟ้าช่วงกลางวัน ตั้งแต่บ่ายโมงถึงบ่าย 3 โมง และลดพีคไฟฟ้าช่วงกลางคืน ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันนี้ – พฤษภาคม 2561 ชมคลิปรณรงค์ https://www.youtube.com/watch?v=gu0iS3MzfFI
โหลดโปสเตอร์รณรงค์ :http://www.eppo.go.th/…/price-lp…/item/13271-poster-peak2018

เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ทั้งนี้เพื่อช่วยลดพีคไฟฟ้าไม่ให้สูงขึ้นจนทำสถิติรอบใหม่ อันจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ มาตรการลดพีค (Demand-Side Management) เป็นการปรับเปลี่ยนปริมาณและลักษณะการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ เพื่อให้สมดุลกับการผลิตไฟฟ้า ด้วยทางเลือกที่ทำได้ทันทีคือ การประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น การปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม 26 องศาเซลเซียส และปรับ Cool mode เป็น Fan mode ปลดปลั๊กเมื่อเลิกใช้ หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 และเปลี่ยนเวลาที่ใช้ไฟฟ้า คือ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นใน 2 ช่วงเวลา คือ เวลา 13.00-15.00 น. และ 19.00-21.00 น. เพื่อลดปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ

วางเป้าหมายสร้างความรู้และจิตสำนึกในการใช้ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแรงจูงใจในการดำเนินกิจกรรมด้านการประหยัดพลังงานผ่านเครือข่ายอาสาสมัครพลังงานชุมชนในพื้นที่เพื่อลดการใช้ พลังงานไฟฟ้าในครัวเรือนต้นแบบ 10 %
โดยมีกระบวนการทำงานร่วมกันดังนี้ 1.รับสมัครชุมชนที่มีความสนใจจะเข้าร่วมโครงการ 2.พลังงานจังหวัดลงพื้นที่ชี้แจงโครงการ ตั้งคณะทำงาน เก็บข้อมูลโดยชุมชน การบันทึกข้อมูลค่าใช้จ่ายพลังงานครัวเรือนำร่องเพื่อเปรียบเทียบผลการปรับลด โดยจะมีการขอข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจาก กฟภ. เพื่อวางเป้าหมายในการปรับลดก่อนเริ่มโครงการ 3.การศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน พร้อมกับการจัดทำแผนพลังงานผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีความเหมาะสมกับชุมชน 4.สร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานผ่านกิจกรรมในโครงการนำร่องประกวดครัวเรือนประหยัดพลังงานและมีรางวัลสำหรับผู้ที่มีผลการประหยัดพลังงานดีเด่น 5.ขับเคลื่อนกิจกรรมผ่านแกนนำอาสาสมัครพลังงานชุมชน ขยายผล อาสาสมัคร 1 คน ต่อ 5 ครัวเรือน 6. มีเวทีสรุปบทเรียนนำเสนอผลการประหยัดให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการรับทราบข้อมูล
เพื่อให้เกิดความยั่งยืนกิจกรรมประหยัดพลังงานในชุมชนจะถูกผลักดันบรรจุเข้าสู่แผนพัฒนาของท้องถิ่น สร้างอาสาสมัครพลังงานชุมชนรุ่นใหม่ ขยายเครือข่ายครัวเรือนต้นแบบประหยัดพลังงาน มีการลดการใช้ไฟฟ้าและการขยายเครือข่ายความรู้ เทคนิค ทักษะในการประหยัดพลังงานในรูปแบบต่างๆ
เกร็ดความรู้ : 
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศช่วงหน้าร้อนปี 2561 คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างเดือน มีนาคม – พฤษภาคม โดยปี 2560 อยู่ที่ระดับ 30,303 เมกะวัตต์ พีคไฟฟ้าต่ำกว่าที่พยากรณ์ไว้ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งปีนี้คาดว่าพีคไฟฟ้าจะอยู่ที่ 31,000 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 2.1 ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเบี่ยงเบนไปจากคาดการณ์ คือ กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (IPS) ที่อาจจะเติบโตขึ้น และสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจส่งผลให้อุณหภูมิลดลง ซึ่งปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนอยู่ที่ 36-38 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลดลง 1 องศาเซลเซียส จะมีผลต่อการใช้ไฟฟ้าประมาณ 400 เมกะวัตต์
การ ผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้พลังงานมาก ก่อนที่ไฟฟ้าจะถูกส่งไปถึงบ้านของพวกเรานั้น พลังงานประมาณ 60 เปอร์เซนต์ในโรงไฟฟ้าจะหายไปในรูปของความร้อนสูญเปล่า และอีก 10 เปอร์เซนต์หายไปกับสายส่งไฟฟ้าและหม้อแปลง ข้อมูลจาก http://www.greenpeace.org/ พอไฟฟ้าต่อเข้ามาบ้านเราแล้วเราใช้หลอดส่องสว่างประสิทธิภาพต่ำคือ หลอดไส้ซึ่งสูญเสียพลังงานความร้อนไปกับไส้หลอด 95% แต่ได้แสงสว่างเพียง 2% ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน เราจึงควรเปลี่ยนหลอดไฟในบ้านให้มีประสิทธิภาพการส่องสว่างที่เพิ่มขึ้นใน ขณะที่สูญเสียความร้อนจากไส้หลอดน้อยลง เช่น หลอด LED สามารถประหยัดค่าไฟได้มากว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ 60% และมากว่าหลอดไส้ถึง 90% และเมื่อเทียบอายุการใช้งานก็นานกว่าทั้งสองแบบ