อะไรจะเกิดขึ้น…เมื่อ “พลังงาน” อยู่ในมือ “ชุมชน” ?  ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร

บทความเก่าเล่าเรื่องยุคเริ่มต้นของพลังงานชุมชน กระทรวงพลังงาน

ที่มา : สรุปความจาก เอกสารเผยแพร่ “โครงการการจัดทำแผนพลังงานชุมชน” กระทรวงพลังงาน ปี 2550

อะไรจะเกิดขึ้น…เมื่อ “พลังงาน” อยู่ในมือ “ชุมชน” ? 
ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร

“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
หากสถานภาพนี้นำมาซึ่งความมั่นคงทางจิตใจและความภาคภูมิใจในการดำรงอยู่ของมนุษย์ การพึ่งตนเองได้ในด้านพลังงานของชุมชน ก็ย่อมจะนำมาซึ่งความมั่นคงและความภาคภูมิใจของชุมชนไม่ต่างกัน
ในสังคมปัจจุบัน ทั้งคนเมืองและชนบทล้วนต้องใช้พลังงานสำหรับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน คนไทยทุกวันนี้มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อปีคิดเป็นร้อยละ 18-20 ของรายได้ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าพลังงานการเติบโตของแนวคิดบริโภคนิยม หากแต่ในขณะที่ผู้คนต้องพึ่งพิงพลังงานมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้ ความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานกลับมีอยู่เพียงน้อยนิด
แม้จะมีการประมาณการกันว่า พลังงานจากฟอสซิลจะมีเหลือให้ใช้ไปได้อีกเพียงไม่กี่สิบปี แต่พลังงานหลักที่คนไทยนิยมใช้ในแต่ละปีก็ยังคงเป็นพลังงานจากฟอสซิล ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบเป็นมูลค่ากว่า 1,070,472 ล้านบาทในปี 2551 แต่ที่น่าเศร้าคือ ปริมาณพลังงานที่เราใช้ในแต่ละปีนั้น กว่าร้อนละ 82 เป็นการใช้ที่ฟุ่มเฟือย ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อเงินตรา ทรัพยากร รวมถึงยังสร้างมลภาวะให้แก่โลก
ความสิ้นเปลืองด้านพลังงานส่วนใหญ่นั้น เกิดขึ้นเพราะ “ความไม่รู้” …ไม่รู้ว่าการใช้พลังงานแบบใดคือความสิ้นเปลือง ไม่รู้ว่าการใช้พลังงานที่จำเป็นมีรูปแบบเช่นใด ไม่รู้ว่าตนมีศักยภาพที่จะใช้วัสดุหาง่าย ใกล้ตัวมาเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานได้อย่างไร ฯลฯ …หากขจัดความไม่รู้เหล่านี้ออกไป การบริหารจัดการพลังงานของคนไทยจะดำเนินไปอย่างมีศักยภาพ

แผนพลังงานชุมชน คืนศักยภาพสู่ชุมชน
“คนเรามักคิดว่าพลังงานเป็นเรื่อง Mega Project เป็นธุรกิจหมื่นล้าน ต้องวางแผนมาจากส่วนกลางโดยนักวิชาการและเหล่าเทคโนแครต แต่ที่จริงแล้วพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของทุกคน ถ้ารู้จักตัวเองก็สามารถบริหารจัดการพลังงานได้เอง แต่ถ้าจัดการไม่ได้ ชีวิตก็จะถูกกำหนดโดยกระแสและต้องเสพติดการใช้พลังงานไปเรื่อย ๆ ต้องซื้อเข้ามาตลอด แทนที่จะเอาเงินไปทำประโยชน์อื่น ๆ ให้ชีวิต ดังนั้นเราต้องทำให้พลังงานไม่ใช่สิ่งเสพติด แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราสามารถบริหารจัดการได้”
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึง “มุมมอง” ที่คนส่วนใหญ่มีต่อการจัดการพลังงาน และ “ความจริง” ที่หลายคนไม่เคยตระหนัก ซึ่งเป็นที่มาของ “แผนพลังงานชุมชน” เครื่องมือที่ให้สิทธิประชาชนและชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็น “นักวางแผนพลังงาน” ตั้งแต่เริ่มแรก
แผนพลังงานชุมชน เป็นโครงการภายใต้ความริเริ่มของกระทรวงพลังงาน เมื่อ พ.ศ.2549 เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในท้องถิ่นรอดพ้นจากวิกฤติพลังงาน สามารถบริหารจัดการพลังงานของชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของท้องถิ่นได้มากที่สุด การวางแผนพลังงานชุมชนจึงต้องเริ่มต้น ปรับปรุงและพัฒนาโดยวางแผนพลังงานซึ่งคนในชุมชน โดยคำนึงถึงความต้องการของชุมชนเป็นพื้นฐาน พร้อม ๆ ไปกับการได้รับคำแนะนำและช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในรูปของเงินทุน เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตและชุมชนของตนเอง ดังที่ ดร.ทวารัฐ อธิบายว่า
“คนที่จะวางแผนพลังงานได้ต้องมีความรู้ เริ่มจากรู้ข้อมูลพลังงานของตนว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเท่าใด คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือน เมื่อรู้ข้อมูลนี้แล้ว กระทรวงพลังงานจะสะท้อนข้อมูลกลับเพื่อให้ชาวบ้านตระหนักว่า ในแต่ละชุมชนมีการใช้พลังงานอย่างไร ถ้ามีการใช้พลังงานมากกว่าปกติ (ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 18% ของรายได้ต่อเดือน) จะมีวิธีทำให้ลดได้อย่างไร มีพลังงานอะไรที่ชุมชนผลิตเองได้ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และสามารถทำขึ้นได้จากวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในท้องถิ่น คือสิ่งที่กระทรวงพลังงานพยายามให้ชาวบ้านรู้และลงมือทำร่วมกัน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ได้ทั้งประโยชน์และรายได้เพิ่มขึ้น จากนั้นจึงส่งเสริมให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนา”
ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่าที่มา ความหมาย และกระบวนการจัดทำแผนพลังงานชุมชน ก็คือการกระตุ้นให้คนรู้จักศักยภาพของตนเองและท้องถิ่นนั่นเอง

โครงการการจัดทำแผนพลังงานชุมชน
ความเป็นมา : โครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2549 เพื่อมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและพัฒนาความสามารถขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้มีศักยภาพในการทำแผนพลังงาน การจัดการด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และแผนงบประมาณท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมทัศนคติในการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน สรรหาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงานผ่านกระบวนการวางแผนพลังงานระดับตำบล
การดำเนินงาน : แผนพลังงานชุมชน เริ่มดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 24 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากนั้น พ.ศ. 2552 นี้ ได้ขยายพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุมอีก 300 ชุมชน รวมเป็น 566 ชุมชน โดยเป้าหมายที่จะดำเนินการให้ได้ “1 อำเภอ 1 พลังงานชุมชน” ซึ่งในทุกพื้นที่จะได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางหลักในการคิดและปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานทั้ง 10 ขั้นด้วย ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 – สร้างความเข้าใจร่วมกันกับชุมชน 
ขั้นตอนที่ 2 – สร้างทีมงานคณะทำงานพลังงานชุมชน
ขั้นตอนที่ 3 – เก็บข้อมูลพลังงานในพื้นที่ 
ขั้นตอนที่ 4 – ประมวลผลข้อมูลจัดทำสถานภาพพลังงาน
ขั้นตอนที่ 5 – สะท้อนพลังงานข้อมูลคืนสู่ชุมชน 
ขั้นตอนที่ 6 – ศึกษาดูงานเทคโนโลยีพลังงานที่ยั่งยืน
ขั้นตอนที่ 7 – ประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำร่างแผนพลังงานระดับชุมชน
ขั้นตอนที่ 8 – ประชาพิจารณ์ร่างแผนพลังงานกับประชาชนเพื่อจัดทำแผนพลังงานฉบับสมบูรณ์
ขั้นตอนที่ 9 – ปฏิบัติแผนพลังงานที่วางไว้ 
ขั้นตอนที่ 10 – สรุปบทเรียนการทำงานร่วมกัน
ยุทธศาสตร์ : ผนึกกำลังสร้างเครือข่ายการทำงานระดับกระทรวง ได้แก่ กระทรวงพลังงานกับกระทรวงมหาดไทย ระดับองค์กร ได้แก่ สำนักงานพลังงานภูมิภาค สำนักงานพลังงานจังหวัด องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษาในท้องถิ่น ระดับภายในองค์กร ได้แก่ การผสานแหล่งงบประมาณของหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวงพลังงาน สุดท้ายคือการประเมินผลโครงการโดยทีมประเมินภายนอก
ผลที่เกิดขึ้น : การจัดทำแผนพลังงานชุมชนก่อให้เกิดการพัฒนาและการเรียนรู้ด้านพลังงานของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมไปกับการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนในการใช้พลังงานอย่างรู้ค่า ทันต่อสถานการณ์ ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับชุมชนและสังคมโดยรวม ถือเป็นโครงการที่มีความริเริ่มและประสบผลสัมฤทธิ์เร็วดีเด่น
ที่มา : สรุปความจาก เอกสารเผยแพร่ “โครงการการจัดทำแผนพลังงานชุมชน” กระทรวงพลังงาน

ชีวิตพอเพียงกับพลังงานที่พอเพียง
“เรามีไฟฟ้าใช้เองจ๊ะ เป็นไฟฟ้าพลังน้ำ ผลิตจากห้อยแม่กำปองในหมู่บ้านเรานี่แหละ ใช้มาเกือบ 30 ปีแล้ว ตั้งแต่ไฟของการไฟฟ้ายังเข้ามาไม่ถึง ตอนนี้มีไฟฟ้าจาก กฟภ. แล้ว แต่เราก็ยังใช้ไฟของหมู่บ้านอยู่เพราะมันถูกกว่า ตอนกลางคืนดูทีวีกับเกือบทุกบ้าน ค่อยสับสวิตช์เป็นไฟหลวงเพื่อไม่ให้ไฟตก”
ณ ศาลากลางหมู่บ้าน กลุ่มแม่บ้านแม่กำปอง หมู่บ้านเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี แห่งกิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ กำลังสาละวันอยู่กับการบรรจุ-หมอนใบชา-หนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่นท้องถิ่นนอกเหนือไปจากยาสมุนไพร กาแฟ และที่พักแบบโฮมสเตย์ พวกเขาช่วยกันบอกเล่าถึงพลังงานชุมชนด้วยเสียงและแววตาอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ แม่กำปอง สามารถขายไฟบางส่วนให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และยังเรียกเก็บค่าใช้พลังงานในราคาหน่วยละ 2 บาท จากชาวบ้านมาแต่แรกเริ่ม เพื่อเป็นกองทุนบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงยังนำเงินทุนที่เหลือมาใช้พัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ 
แม้โครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อนการมีแผนพลังงานชุมชนหลายสิบปี แต่กำเนิดของโรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านแม่กำปองก็ดำเนินไปตามแนวทางของแผนพลังงานไม่ต่างกัน คือ เริ่มจากการรู้จักศักยภาพในชุมชนของตนเองว่ามีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ และได้รับการเสริมความรู้จากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน (ในขณะนั้น) มาช่วยสำรวจพื้นที่ ออกแบบก่อสร้างโรงไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า พร้อมกับฝึกอบรมให้ชาวบ้านเข้าใจการทำงานของโรงไฟฟ้าทั้งระบบ จนสามารถดูแลจัดการบริหารและซ่อมแซมอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้เอง
ในอีกหลาย ๆ ชุมชน แม้จะไม่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีพลังเพียงพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างบ้านแม่กำปอง แต่หากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ชาวบ้านจะพบ “แหล่งพลังงาน” ในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำขยะสดในพื้นที่และมูลสัตว์มาหมักทำก๊าซชีวภาพ การต่อจักรยานเข้ากับสายพานเพื่อปั่นไฟใช้ในครัวเรือน การสร้างเตาเผาถ่านที่ให้ความร้อนและการเผาไหม้สมบูรณ์จนได้ถ่านคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม… เหล่านี้ล้วนเป็นพลังงานสะอาดที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจในศักยภาพของชุมชน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความเข้าใจใน ”สมดุล” ระหว่างอุปสงค์และอุปทานของพลังงาน
เมื่อเข้าใจ “สมดุล” ชุมชนย่อมรู้จักที่จะวางแผนพลังงานโดยมุ่งอุดรูรั่วที่ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น และวางแผนเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเปล่าของพลังงานและทรัพยากร
และเมื่อเข้าใจถึง “สมดุล” ชุมชนย่อมีพลังงานไว้ใช้ได้อย่างเพียงพอ สำหรับการดำรงชีวิตอยู่ด้วยความพอเพียง

เติบโตไม่ขาดตอน
“ตอนเริ่มทำแผนพลังงานชุมชน เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ประเทศไทยยังใช้พลังงานทดแทนแค่ 0.5% ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ ตอนนี้เขยิบมาเป็น 6.4% เราตั้งเป้าว่าจะไปให้ถึง 20% ใน 5 ปีข้างหน้า ถือเป็นตัวเลขที่ดูดีเป็นลำดับต้น ๆ ของโลกแล้ว แต่อย่าลืมว่าอีก 80% ยังเป็น fossil fuel อยู่ ดังนั้นเราต้องเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนให้เพิ่มขึ้น โดยต้องไม่หลงลืมศักยภาพตัวเอง เราเป็นที่หนึ่งในอาเซียนเรื่องพลังงานทดแทน ประเทศอื่นหาพลังงานเติมแทนน้ำมันยากมาก แต่ไทยมีทั้ง B2 B5 NGV E20 เราเป็นประเทศเกษตรกรรมก็ควรพัฒนาอยู่บน bio-based ไม่เหมือนญี่ปุ่นที่เขามี Advance Technology เขาก็ส่งเสริมพวก hybrid ได้”
ดร.ทวารัฐ เสริมให้เห็นถึงภาพการเติบโตของพลังงานชุมชน ภายใต้แผนพลังงานชุมชน โดยการสนับสนุนของกระทรวงพลังงาน ที่ดำเนินไปพร้อมกับแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” นี้ จึงทำให้หลาย ๆ ชุมชนสามารถพัฒนาพลังงานทดแทนจากทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการรู้จักและเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง
นอกเหนือไปจากชุมชนแม่กำปอง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นชุมชนพึ่งพาตนเองด้านพลังงานชุมชนแรก ๆ ของไทย ในปัจจุบันยังมีอีกหลายชุมชนที่เติบโตด้วยเทคโนโลยีพลังงานที่แตกต่างกันไปตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น ตำบลพลับพลาชัย จังหวัดสุพรรณบุรี กับการทำเตาซุปเปอร์อั้งโล่และถ่านอัดแท่ง ฟาร์มหมู จังหวัดราชบุรี ผลิตไฟฟ้าจากขี้หมู บ้านพลกรัง จังหวัดนครราชสีมา ใช้ไบโอแก๊สจากขี้วัวแทนแก๊สหุงต้ม ชุมชนนาหมอบุญ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลิตเตาแก็สชีวมวลความร้อนสูงประหยัดฟืน ชาวตำบลดอนทราย จังหวัดพัทลุง แก๊สหุงต้มที่ผลิตจากขี้หมูและขี้วัวในชุมชน
ชุมชนดังกล่าวล้วนประสบความสำเร็จในการพัฒนาพลังงานชุมชนนั้น เพราะมีองค์ประกอบหลัก 3 ประการคือ มีผู้นำที่เข้มแข็งมีวิสัยทัศน์ ชุมชนเข้มแข็งไม่แตกความสามัคคี และชุมชนมีศักยภาพในเชิงพลังงาน (มีวัตถุดิบ) ซึ่งที่จริงองค์ประกอบเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ในทุกชุมชน ถ้าเพียงแต่ชาวบ้านต่างร่วมมือร่วมใจ ค้นหาทรัพยากรพลังงานที่แฝงอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ กันโดยกระทรวงพลังงานสามารถเข้ามาช่วยเสริมความรู้ได้ แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาคือ ความพร้อมและทัศนคติของชาวบ้านในชุมชนเอง
ชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำแผนพลังงาน ล้วนมีชาวบ้านที่มีความรู้และพร้อมลงมือปฏิบัติการตามแผน จนกลายเป็น “ผู้รู้จริง ทำจริง” จนในที่สุดสามารถเป็นวิทยากรเผยแพร่ข้อมูลความรู้ให้กว้างขวางออกไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ได้ ซึ่งกระทรวงพลังงานมีคำเรียกขานพวกเขาเหล่านี้ว่า “วิทยากรตัวคูณพลังงาน” หรือ “นักวางแผนพลังงาน” ซี่งเป็นกลไกสำคัญนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “อาสาสมัครพลังงานชุมชน (อสพน.)” ในทุกหมู่บ้าน กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นผู้นำ “การเปลี่ยนแปลง” มาสู่ชุมชน กระตุ้นให้ชาวบ้านใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าสร้างพลังงานใช้เอง นำประโยชน์มาสู่ท้องถิ่น และขยายความรู้เรื่องพลังงาน เพื่อนำไปการเกิดชุมชนพลังงานในทุกภูมิภาคทั่วไทยอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้โอกาสและความก้าวหน้าของพลังงานชุมชนในประเทศไทย จึงอยู่ที่ความเข้าใจของนักวางแผนพลังงานทั้งหลาย ซึ่งก็คือชาวบ้านในแต่ละชุมชน ที่จะต้องรู้จักเลือกใช้แหล่งพลังงานทดแทน กระบวนการผลิตพลังงาน และปริมาณให้เหมาะสมกับศักยภาพในท้องถิ่นของตน และเสริมด้วยการ “ประหยัด” พร้อม “การอนุรักษ์” พลังงานไปพร้อมกัน
ความสำเร็จจากหลาย ๆ ชุมชน ที่พึ่งพาตนเองด้านพลังงาน คงพอจะเป็นเค้าลางได้ว่า เมื่อพลังงานอยู่ในมือชุมชน และมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้มแข็งของสังคม การพัฒนาที่ยั่งยืน และความพอเพียงในการดำรงชีวิต จะเกิดขึ้นและดำเนินไปพร้อม ๆ กับคุณภาพของผู้คนและสิ่งแวดล้อมในชุมชนนั้น ๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงและไม่ไกลเกินเอื้อม