โครงการวางแผนพลังงานชุมชน” กับการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ

#โครงการวางแผนพลังงานชุมชน” กับการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ

“โครงการวางแผน #พลังงานชุมชน” ได้เริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 โดยในปีแรกได้รับการช่วยเหลือด้านงบประมาณจากรัฐบาลเดนมาร์ก และต่อมาปีพ.ศ. 2550 ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณแผ่นดิน (ภายใต้สํานักงานปลัดกระทรวงพลังงาน) เพื่อดําเนินโครงการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยถือเป็นกลยุทธ์สําคัญของกระทรวงพลังงานในการพัฒนาและสร้างเสริมฐานความคิดด้านพลังงานด้วยบริบทของการมีส่วนร่วม การร่วมคิดและการปฏิบัติในลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นหรือชุมชนนั้นๆ โดยโครงการนี้มีความคาดหวังว่า ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะเป็นฐานคิดที่สำคัญในการต่อยอดขยายผลสู่การยอมรับและสนับสนุน การดําเนินนโยบายมหภาคของกระทรวงพลังงาน ซึ่งสามารถตอบโจทย์เป้าประสงค์ได้หลายมิติ โดยสรุปได้ดังนี้
1) มิติของการพัฒนาและสร้างเสริมฐานความคิดด้านพลังงานด้วยบริบทเฉพาะของท้องถิ่นหรือชุมชนนั้นๆ
2) มิติของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
3) มิติของการบูรณาการแนวระนาบซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่นๆ ที่ดําเนินการโดยหน่วยงานอื่น หรือแผนด้านต่างๆ ของชุมชนได้เป็นอย่างดี
4) มิติของการบูรณาการแนวดิ่งซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาหลักของชาติและแผนพลังงานของประเทศ
5) มิติของการส่งผ่านและยอมรับนโยบายพลังงานสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่

โครงการวางแผนพลังงานชุมชนโดยชื่ออย่างเป็นทางการในปัจจุบัน คือ “โครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบลและวิสาหกิจชุมชน” ได้ดำเนินงานมาเป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน มี อปท.ที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 1,514 อปท. โดยในปี 2561 มีผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้

· สพจ.76 จังหวัดมีการฝึกอบรมกับประชาชน รวม 302 ครั้ง จำนวนคนเข้าร่วม 20,145 คน จำนวนวันอบรม 582 วัน

· 18 กลุ่มอาชีพด้านพลังงาน จำนวน 172แห่ง

· มีวิทยากรชุมชนด้านพลังงาน 514คนกระจายทั่วประเทศ

· วิสาหกิจชุมชนลดใช้พลังงาน 76 กลุ่ม ลดการใช้พลังงานในการผลิตได้กว่าร้อยละ 20-60 % มูลค่าพลังงานที่ลดลงไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทต่อปี

· แหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านพลังงานประจำชุมชน 10 ด้าน จำนวน 210แห่ง

· แผนพลังงานชุมชนได้รับการบรรจุในแผนพัฒนา อปท. (แผนพลังงานประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านอนุรักษ์พลังงาน ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านพลังงานในชุมชน ด้านการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบูรณาการกับมิติอื่นๆ ในชุมชน)

· มีการบรูณาการเรื่องพลังงานในการเรียนการสอนในโรงเรียนของชุมชนไม่น้อยกว่า 81แห่ง

· จากการเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของ อาสาสมัคร 6,827 คนที่เข้าร่วมโครงการในปี 2559 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน โดยเทียบกันในปี 2558 และ 2559 พบว่ามีค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าลดลง 2,544,050 บาท หรือเทียบเท่าร้อยละ 23 หรือเฉลี่ยเดือนละ 848,016 บาท หรือเท่ากับ 10,176,203 บาท/ปี ในจำนวนนี้

มีที่สามารถลดใช้ไฟฟ้าได้มากกว่าร้อยละ 10 ถึง 3,796 ราย โดยเฉลี่ย สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้เดือนละ 127 บาท จากค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 551 บาท

· เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานชุมชนที่เป็นนวัตกรรมไม่น้อยกว่า 56ชิ้น เช่น เตานาชุมชน เตามลฑล1-2 เตาโคราชพัฒนา เตาซุปเปอร์อั่งโล่ชีวมล ห้องอบแห้งแสงอาทิตย์ บ่อหมักก๊าชชีวภาพขนาดครัวเรือน เป็นต้น

· สพจ.สามารถนำโครงการไปขยายผลต่อกับแหล่งงบประมาณอื่นได้ 41,403,350 บาท โดยมาจาก งบ อปท. งบจังหวัด และภาคเอกชน จากจำนวน 59 หน่วยงาน

ทั้งนี้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานเชิงพื้นที่เพื่อให้สามารถนำเอาศักยภาพด้านพลังงานของชุมชนมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงมากขึ้น การบูรณาการการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของพลังงานในท้องถิ่น การสร้างวิทยากรพลังงานประจำท้องถิ่น รวมทั้งการสร้างอปท.ต้นแบบด้านการจัดการพลังงาน การลดการใช้พลังงานในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมระดับครัวเรือน/Otop/วิสาหกิจชุมชน โดยมีการร่วมมือกับ องค์กรภาคีภาคประชาชน เครือข่ายที่ทำงานด้านพลังงานทั้ง 4 ภูมิภาค อันจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างโอกาสให้กับชุมชนในสภาวการณ์ปัจจุบัน รวมถึงเป็นการรองรับการพัฒนาแผนพลังงานทดแทนต่อไปในอนาคต

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 5 มิติดังกล่าว เป็นปัจจัยเอื้อที่ส่งผลให้การพัฒนาพลังงานส่วนภูมิภาคเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและจะส่งผลต่อเนื่องถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาพลังงานของประเทศอีกด้วย ซึ่งการพัฒนาพลังงานส่วนภูมิภาคผ่านโครงการวางแผนพลังงานชุมชนนั้นอาจเป็นไปได้ในหลายรูปแบบ ได้แก่
1) การดําเนินงานในลักษณะของกิจกรรมในโครงการวางแผนพลังงานชุมชน (กระบวนการ 10 ขั้นตอน)
2) การขยายผลของแผนพลังงานชุมชนสู่การดําเนินโครงการด้านพลังงานอื่นๆ
3) การต่อยอดจากชุมชนที่เข้าร่วมหรือเคยเข้าร่วมโครงการวางแผนพลังงานชุมชน
4) การต่อยอดจากฐานความคิดของบุคลากรที่เป็นเครือข่ายเข้าร่วมโครงการวางแผนพลังงานชุมชน สู่การพัฒนาโครงการพัฒนาพลังงานส่วนภูมิภาคในรูปแบบอื่นหรือชุมชนอื่น ไม่ว่าจะเป็น อส.พน. (อาสาสมัครพลังงาน) หรือ วิทยากรตัวคูณ
5) การยอมรับของประชาชน/ชุมชน ต่อการพัฒนาโครงการด้านพลังงานในส่วนภูมิภาค และรวมถึงการสื่อสารเพื่อขยายเครือข่ายสู่ประชาชน/ชุมชนอื่นๆ กรณีนี้จัดว่าเป็นเป้าประสงค์ที่สําคัญซึ่งสอดคล้องกับการตอบโจทย์ ในมิติของการส่งผ่านและยอมรับนโยบายพลังงานสู”การปฏิบัติจริงในพื้นที่


ความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
โครงการวางแผนพลังงานชุมชนได้เริ่มดําเนินการตั้งแต่ช่วงปลายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545/2549) ซึ่งเป็นแผนที่ เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน และทุกขั้นตอนเป็นแผนจากล่างขึ้นบน โดยได้กําหนดวิสัยทัศน์เป็นทิศทางการพัฒนาประเทศร่วมกันโดยยึดหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550/2554) ก็ยังคงอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติควบคู่ไปกับการพัฒนาแบบบูรณาการที่มีคนเป็นศูนย์กลาง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้เกิดการสมดุล เป็นธรรมและยั่งยืนมุ่งสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน มีระบบภูมิคุ้มกันด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เพียงพอพร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายนอก
และภายในประเทศ และมุ่งเน้นการต่อยอดขยายผลโดยผลักดันให้มีการดําเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงของ แผนพัฒนาฯ ฉบับปัจจุบัน ซึ่งคือฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555/2559) โดยเน้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงานส่วนภูมิภาค อาทิ สอดคล้องกับประเด็นการพัฒนาที่ 3) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และส่งเสริมบทบาทภาคประชาสังคมและธุรกิจเอกชนให้เป็นพลังร่วมในการพัฒนาสังคมไทย ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ 3) ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน สอดคล้องกับแนวทางที่ 5) สร้างความมั่นคงด้านอาหารและพัฒนาพลังงานชีวภาพในระดับครัวเรือนและชุมชน และแนวทางที่ 7) ปรับระบบบริหารจัดการภาครัฐเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ความสอดคล้องระหว่างโครงการวางแผนพลังงานชุมชนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ได้สะท้อนความจริงที่ว่า โครงการวางแผนพลังงานชุมชน เป็นการดําเนินพันธกิจในการบริหารจัดการพลังงาน ของประเทศที่มีการปฏิบัติเกิดขึ้นจริงในระดับชุมชนท้องถิ่น หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับจุลภาค โดยมุ่งเน้นการให้ความสําคัญกับระดับปฏิบัติ (ระดับล่าง) หรือ Bottom-up Approach และการพัฒนาโดยประชาชนมีส่วนร่วม และเป็นโครงการเชิงรุกที่สามารถปรับทัศนคติของคนและชุมชนได้ จึงควรส่งเสริมผลักดัน “การวางแผนพลังงานชุมชน” ให้ขยายวงกว้างออกไปมากที่สุด พร้อมทั้งเน้นคุณภาพ การดําเนินงานในการวางแผนพลังงานชุมชน

ภาพประกอบ 6 รู้สู่การวางแผนพลังงานชุมชน : 1.รู้สถานการณ์พลังงงาน 2.รู้ผลกระทบจากการใช้พลังงาน 3.รู้ค่าใช้จ่ายพลังงานครัวเรือน 4.รู้วัตถุดิบ ศักยภาพพลังงานทดแทน 5.รู้พฤติกรรมสิ้นเปลืองพลังงาน 6.รู้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ผลการดําเนินงานเชิงประจักษ์
การวางแผนพลังงานที่เกิดจากระดับชุมชนท้องถิ่น เช่น เทศบาลตําบล ชุมชนเล็กๆ ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการ ในการเรียนรู้ด้านพลังงานของชุมชนควบคู่ไปกับการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลให้ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและเห็นความเป็นไปของสถานการณ์พลังงานในบริบทที่เกี่ยวข้อง เกิดความเชื่อมโยงของแผนพลังงานระดับต่างๆ
กระบวนการในการวางแผนพลังงานระดับท้องถิ่นทําให้ชุมชนคิดแก้ปัญหาจากระดับใกล้ตัวโดยการใช้เทคโนโลยีทางเลือกด้านพลังงานและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ชุมชนมีโครงการริเริ่มให้กลุ่ม บ้าน วัด และโรงเรียนตัวอย่างในการประหยัดไฟฟ้า ปรับปรุงพฤติกรรมการบริ โภคพลังงานให้มีความรับผิดชอบ และมีประสิทธิภาพ เช่น ส่งเสริมการนําเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง/เตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูงไปใช้ในชุมชน ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดจํานวนการตัดต้นไม้สําหรับทําถ่าน และการที่วิทยากรตัวคูณในชุมชนได้ช่วยผลักดันให้มี การใช้เทคโนโลยีพื้นบ้านรวมถึงการพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมในพื้นที่ก็สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของประชาชนในการได้รับสินค้าพลังงานและวิธีการผลิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง เป็นไปตามกลไกการตลาด และการกระตุ้นอุปสงค์อุปทานด้านพลังงาน

ภาพประกอบสรุปผลการดำเนินงานและภาพรวมศักยภาพด้านพลังงานชุมชนที่ผ่านมา