สถานการณ์โควิด19 หยุด!อยู่สวนช่วยชาติ_เศรษฐกิจพอเพียง_พลังงานเพียงพอ

สถานการณ์โควิด19 หยุดอยู่สวนช่วยชาติ กับพี่ฉวีวรรณ ทำได้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง พลังงานเพียงพอ
สัมภาษณ์_ถอดเทป : พิรัฐ อินพานิช สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ก.พลังงาน
ข้อมูลภาพประกอบจาก : สำนักงานพลังงาน จังหวัดกำแพงเพชร และ คุณ ฉวีวรรณ อิน
ทยา
ตอนที่ 1 _พี่ฉวีวรรณ อินทยา อายุ 46 ปี เดิมเป็นคน จ.ขอนแก่น อ.สีชมพู ติดตามพ่อแม่มาทำเกษตรตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ที่บ้านกระบวยทอง ม.6 ต.เทพนิมิต อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร ปัจจุบันเป็นสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอัตลักษณ์ 53 ม.6 ต.เทพนิมิต อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร ใช้พลังงานทดแทนครบวงจรช่วยในกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่ม สามารถประคองชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์ไวรัสโควิด 19 ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้
การรับมือกับวิกฤตโควิด 19 พี่ฉวีวรรณเล่าว่าที่บ้าน ผลกระทบแทบไม่มี เรามีพืชผักสวนครัวเดินออกไปข้างบ้านก็เจอพริก มะนาว เราขุดบ่อเลี้ยงปลาดุก ปลาตะเพียน กล้วยที่ตกเกรดเราก็เอามาบ่มแล้วบดเป็นอาหารเลี้ยงปลาได้ไม่เสียค่าอาหาร มีหอย มีกุ้งฝอย มีผักอยู่ในสวน อาหารแทบจะไม่ได้ซื้อเลย ยกเว้นอยากจะกินหมูเพราะเราไม่ได้เลี้ยงก็ไปซื้อที่ตลาดใกล้บ้านก็ป้องกันตัวเองไม่เลือกซื้อนานกับคนเยอะๆรีบเข้าไปก็ออกมา ผักที่อยู่ในสวนไม่เน้นที่จะปลูกขายอย่างเดียว เน้นปลูกกิน ช่วงตลาดปิด คนขายผักไม่วิ่งรถมารับซื้อ เพราะวิกฤตโควิด 19 ก็มีผลกระทบน้อยขายไม่ได้เหลือก็แจกญาติพี่น้องเพราะเราไม่ได้ลงทุนเยอะเรื่องผัก วันนี้ขายของไม่ได้ไม่เป็นไรเพราะเราไม่ได้ซื้อ ไม่ได้ใช้เงินในกระเป๋า เรากินของเราที่อยู่ในสวนแต่ถ้าขายได้ก็หมายความว่าวันนี้เราอยู่บ้านแต่เรามีเงินเข้ามา 200-500 บาท ซึ่งเป็นเงินสดเข้ามามากกว่ารายจ่ายที่จ่ายออกไปทุกสัปดาห์ก็จะมีเงินเก็บ
เศรษฐกิจพอเพียง การปลูกผักกินเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย เราถูกปลูกฝังมาจากพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ หัวคันนาต้องทำใหญ่ๆให้มีพื้นที่ปลูกพริก ปลูกมะเขือ มะละกอไว้ ตรงไหนเป็นที่เนินเราก็จะปลูกผลไม้ ไม่ขุดดินไปขาย ไม่เอาดินที่เนินไปถมที่ต่ำ เนินก็ปล่อยปลูกผักผลไม้ไว้กินตามฤดูกาล ตอนนี้ที่สวนก็มีปลูกมังคุด มีมะปรางหวาน มะยงชิด หมดรุ่นไปก็มีลิ้นจี่ จากนั้นก็เป็นมะไฟกับละมุด มะม่วงก็มีทุกสายพันธุ์ เราปลูกอย่างละไม่มากแต่เรามีทุกสายพันธุ์ พอมะม่วงหมดมังคุดก็เริ่มจะออกแล้ว ต่อไปก็จะเป็นทุเรียน ขนุน หมุนเวียนกันไป และทั้งหมดไม่ใช้เคมี!
การรับมือกับวิกฤตโรคระบาดด้วยเกษตรพอเพียง : เคยดูคำทำนายของโหรดังๆแต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริง ก็ได้แต่นั่งคิดว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริงเราก็ไม่น่าจะเกิดผลกระทบ อย่างน้อยเราทำข้าวเราเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง เรามีข้าวไว้สีกินเอง หากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่สูงเราก็มี เพราะพื้นที่สวนเรามี 3 ระดับ สวนบนเลยก็จะปลูกไผ่ทั้งหมด มีแปรรูปหน่อไม้ดองด้วยสูตรดั้งเดิมเก็บไว้ได้เป็นปี (หน่อไม้ 1 ไร่/ต่อปีแปรรูปชนิดดอง ขายส่งราคาขวดละ 10 บาท ขายปลีก 12 บาท รวมยอดขายปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ขวด) มีพริกแกง มีผักหวานป่าด้วย ในช่วงนี้หากออกไปติดต่อหน่วยงานเราก็ต้องป้องกันตัวเองใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ อยู่ในระยะห่างที่เขากำหนดมา เลี่ยงอยู่ในที่ชุมชนแออัด กลับมาถึงบ้านก็อาบน้ำ สระผม ซักเสื้อผ้าตากทันที เราใช้ชีวิตปกติมาก
พี่ฉวีวรรณ แม้จะเรียนหนังสือจบแค่ประถม 6 แต่มีทักษะการบริหารจัดการชีวิตอย่างบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ได้อย่างสมดุลความสามารถระดับปราชญ์ชุมชนเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังชอบเข้าร่วมอบรมหาความรู้ใหม่ๆตลอดเวลาแบบน้ำไม่เต็มแก้ว ก่อนอบรมก็จะสอบถามว่าอบรมเรื่องอะไรกี่วันวิทยากรเป็นใคร ถ้าน่าสนใจแม้จะหลายวันก็ไป เคลียร์งานที่สวนให้เรียบร้อยเพื่อออกไปเรียนรู้เพิ่มเติม สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตั้งแต่เด็กจนโตได้รับการปลูกฝังจากพ่อแม่เรื่องการเตรียมการ การบริหารจัดการชีวิต คนอื่นจะไม่ขุดสระไว้แต่พ่อแม่สอนว่าต้องขุดสระให้มีที่กักเก็บน้ำนี่คือพื้นฐานการทำเกษตรที่สำคัญ พอเวลามาที่นา เราจะมีห้องน้ำ เราจะมีน้ำในสระ มีห้างนาเอาไว้พักผ่อน ยามเราแดดร้อนเราก็จะมีต้นไม้ไว้อยู่ห้างนา ที่นา ณ ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ มีต้นมะพร้าว มีต้นมะม่วง มะละกอ เกษตรกรสมัยก่อนคิดครบทุกด้านในชีวิต ใช้ชีวิตแบบเกษตรพอเพียงจริงๆไม่ลำบาก คิดวางแผนเยอะประโยชน์สูง ประหยัดสุด ไม่ฟุ้งเฟ้อ หากจะมีรถก็เลือกรถที่เหมาะสมกับชีวิตใช้ขนส่งสินค้าเกษตรสร้างรายได้ คิดให้เกิดประโยชน์สูงสุด มันจึงมีได้ไม่เป็นการแบกภาระ มีมอเตอร์ไซค์สักคันไว้วิ่งไปตลาดก็มีได้ การใช้ชีวิตประจำวันของคนสมัยก่อนจะไม่เหมือนคนปัจจุบันซึ่งชอบสังสรรค์ร้านอาหาร ร้องคาราโอเกะ แต่ที่บ้านจะไม่มีแบบนั้น จะมีนัดกับเพื่อนก็นานๆครั้ง ความพอเพียง พอใจในสิ่งที่มี จึงถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน
ตอนนี้กำลังพัฒนาร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดกำแพงเพชรเรื่องสถานีพลังงานชุมชนครบวงจรเพื่อการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร ในตอนนี้ที่แปลงเกษตรเราจะใช้ระบบโซล่าเซลสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ขนาด ๓ กิโลวัตต์ ใช้กับปั๊มหอยโข่ง 3 แรงม้า เพื่อทดแทนเครื่องสูบน้ำจากน้ำมันดีเซล มีแก๊สชีวภาพแบบบอลลูนที่หมักจากเศษเปลือกกล้วย เศษอาหาร ผักผลไม้ จากสวน เพื่อทดแทน LPG มีโรงอบแห้งแสงอาทิตย์ขนาด 3X4 เมตร ทำกล้วยตาก ถั่วดำ เครื่องแกงตากแห้ง มีเตาเศรษฐกิจประยุกต์ใช้ต้มกระดาษจากใยกล้วย มีเตาเผาถ่าน เตาอบไร้ควัน เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงประเภทต่างๆ
ตอนที่  2 : เศรษฐกิจพอเพียง พลังงานทดแทนมาช่วยเติมเต็มอย่างกรณีโรงอบแห้งแสงอาทิตย์มาช่วยในช่วงราคากล้วยสดตกต่ำกิโลกรัมละ 3 บาท มาสร้างมูลค่าเพิ่มแปรรูปเป็นกล้วยตากถ้าไม่มีเทคโนโลยีแปรรูปตรงนี้ก็ต้องเลิกปลูกกล้วยเปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นซึ่งก็ต้องมีการลงทุน แต่เมื่อมีโรงอบเราก็ไม่ต้องลงทุนใหม่ปลูกกล้วยเหมือนเดิมแต่แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม กล้วย 1 ตันขายช่วงราคาตกต่ำได้แค่ 3,000 บาท แต่เอากล้วย 1 ตันมาทำกล้วยตากได้ 300 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 80 บาท รายได้เพิ่ม 24,000 บาท หรือสร้างมูลค่าเพิ่มเกือบ 8 เท่า สำหรับโซล่าเซลสูบน้ำใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาหมั่นทำความสะอาดแผง ดูทิศทางลมเวลากางแผงไม่ให้ต้านลม เมื่อก่อนต้องซื้อน้ำมันดีเซลมาสูบน้ำทีละ 200 ลิตรถังใหญ่ ตอนนี้ลดเหลือ 20 ลิตรส่วนใหญ่ซื้อมาเติมรถไถ ก็ได้ระบบโซล่าเซลสูบน้ำมาช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากเฉลี่ยวันละ 6-7 ลิตร การใช้ระบบโซล่าเซลรดน้ำก็ได้วางท่อน้ำไว้ทุกแปลง แล้วจะใช้รถโซล่าสูบน้ำเคลื่อนที่ไปรดวันละแปลงจนครบ 30 ไร่ วันละประมาณ 6 ชั่วโมง
เครือข่ายอาสาสมัครที่กำแพงเพชรจากทุกอำเภอ ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดกำแพงเพชร จะติดตามการดำเนินงาน ช่วยงานเอาแรงกันอย่างใกล้ชิดเวลาผ่านมาก็จะโทรหาเพื่อให้คำปรึกษา ทีม อส.พน. รักกันสามัคคีกลมเกลียว ไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกัน ไปเยี่ยมคลองลาน ไปที่ไทรงาม มีการประชุมเครือข่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานทุกปี
แนวคิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำกินให้มีรายได้รายสัปดาห์ รายเดือน ก่อนหน้านี้ทำนาทั้งหมด 60 ไร่ ปัจจุบันแบ่งทำนา 30 ไร่ อีก 30 ไร่ทำพืชสวนผสม มีทั้งพืชผักล้มลุก ไม้ยืนต้น และอีกส่วนแบ่งไว้ปลูกข้าวเหนียวไว้กินเองประมาณ 5 ไร่ สาเหตุที่เปลี่ยนแนวทางจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือการทำนามาเป็นการจัดสรรที่ดินแบ่งเป็นปลูกพืชแบบผสมผสาน เนื่องจากการทำนาหนึ่งรอบเวลาลงทำจะใช้เวลา 4 เดือน ก่อนปักดำก็จะเตรียมแปลงประมาณครึ่งเดือน เริ่มไถพรวน ไถหว่าน สูบน้ำเข้า ดูแปลง หมักแปลง จัดการวัชพืชในแปลง ประมาณ 15 วัน ทีนี้พอเราลงมือดำ ลงมือหว่าน ก็ขึ้นอยู่กับอายุข้าวที่เราทำมันจะสั้นหรือมันจะยาว ข้าวบางชนิด 105 วัน บางชนิด 120 วันที่นี้ลองมานับดูแล้ว 4 เดือนกว่าเราจะได้เก็บเกี่ยวรวมทั้งในการเตรียมแปลงมันก็เท่ากับว่า 1 ปีเราทำได้ 2 ครั้ง ถ้าเกิดว่าผลผลิตไม่ได้ตามเป้าบางรอบมีความเสี่ยง พอมีความเสี่ยงเราก็ได้น้อยการลงทุนสูง พอทุนสูงก็นึกได้ว่าเราทำนาสองรอบ รอบนี้ไม่ได้กำไรแล้วก็ต้องนับไปอีกสี่เดือนเพื่อทำนาครั้งที่สองเป็นรอบแก้ตัวด้วยความหวังว่ามันจะดีขึ้นมีกำไรกลับมาสองรอบที่ทำนาก็เท่ากับว่าใช้เวลา 8 เดือนรวมเตรียมแปลงก็ครบ 1 ปีพอดีได้ทำนา 2 ครั้ง พอมาทำต่อรอบปัจจัยการผลิตมันก็สูงขึ้น สมัยก่อนปัจจัยการผลิตก็ไม่สูงเท่าไหร่แต่ปัจจุบันโรคในนาข้าว แมลงสัตรูข้าวมีจำนวนมากขึ้นและมีความรุนแรง วัชพืชต่างๆถูกยกระดับความรุนแรงต่างจากเมื่อก่อนมาก แล้วถ้ามาเจอช่วงราคาข้าวตกต่ำเราขายข้าวได้ประมาณเกวียนละ 6,000-6,200 บาท คนที่จะได้ 6,800 บาทจะมีน้อยมากๆข้าวต้องดีต้องสวยจริงๆ ดังนั้นเมื่อราคาต้นทุนมันสูงมาครึ่งนึงของราคาขายแล้ว แต่เรายังไม่หักค่าแรงเลยถ้ารวมกับค่าเช่านา ค่าเกี่ยวข้าว เราแทบไม่ได้อะไรเลย บางครั้งเจอเพลี้ยกระโดด ศัตรูพืชลงยิ่งเสี่ยงพอมาคำนวณปีๆหนึ่งได้ไม่มากไม่พอที่จะใช้หนี้ ธกส.หนี้สหกรณ์ที่เราเอามาลงทุน กับกลายเป็นว่าในรอบนี้เรากู้ ธกส. กองทุนหมุนเวียน เราต้องคืน ธกส. เป็นเงินกู้หมุนเวียน 6 เดือน 4 เดือน เป็นวงจรหนี้สินติดลบแบบนี้ไม่จบสิ้นเราพะเราพึ่งพาแต่เกษตรเชิงเดี่ยวมากเกินไป แนวคิดการสร้างรายได้ย่อยรายเดือนรายอาทิตย์จึงเกิดขึ้น เริ่มจากการบริหารจัดการที่ดินทำนา ขุดสระ ปลูกพืชสวนผสม อย่างน้อยขายจะมีรายได้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร สาธารณูปโภคต่างๆภายในครอบครัวก็ได้จากการทำสวนผสมผสาน ค่าใช้จ่ายต่างๆภายในบ้านเรารอรายได้ 4-5 เดือนจากการขายข้าวไม่ได้ เรามีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนทุกวัน ก็เลยมานั่งคิดทบทวนสรุปบทเรียนชีวิตว่าทำอย่างไรเราจะมีรายได้เข้ามารายสัปดาห์ หรือรายเดือนก็ยังดี เริ่มจากเปลี่ยนมาปลูกกล้วยก่อน รอบแรกกล้วยสวยมากแต่ยังไม่ได้คิดว่าจะแปรรูป แต่รู้ว่ามีตลาดรองรับคือผู้ผลิตกล้วยตากบางกระทุ่ม และสหกรณ์หนองตูมแบรด์ใหญ่ชื่อดังรับซื้ออยู่ เราก็ไปติดต่อเพื่อขายส่งให้แบรนด์บางกระทุ่ม แต่ก็มาเจอพายุฤดูร้อนช่วงหลังปี 2554 กล้วยหักหมดเลย 24 ไร่ ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ การทำกล้วยต้องใช้เวลา 1 ปีกว่าจะตัดเครือขายได้ ก็เลยต้องแบ่งพื้นที่ย่อยเพื่อจะมาทำพืชล้มลุก พืชสวน ปลูกพริก ปลูกมะเขือ อย่างน้อยก็ให้มีกินในครอบครัวไม่ต้องเสียเงินซื้อ หลังผ่านพ้นปัญหามาได้กล้วยที่ลงใหม่เริ่มสวยแล้ว กล้วยออกมาเจอราคาตกต่ำกว่ากิโลละ 3 บาท ไม่มีคนรับซื้อ ก็เลยเริ่มคิดจะทำกล้วยตากส่งขายพอได้รับการสนับสนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์จากสำนักงานพลังงานจังหวัดกำแพงเพชรทำให้เพิ่มผลผลิตการแปรรูปกล้วยตาก สร้างมูลค่าเพิ่ม จากกิโลละ 3 บาทกล้วยสด เมื่อมาแปรรูปเป็นกล้วยตากเพิ่มมูลค่าเป็นกิโลกรัมละ 60-80 บาท
เศรษฐกิจพอเพียงพอมาทำจริงๆแล้วมันมีรายได้ และขณะเดียวกันเราไม่ต้องจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยมีอาหารกินเอง เราก็มีเงินเก็บ ที่บอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงมันทำไม่ได้ทำแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้เราเข้าใจผิด ยิ่งทำยิ่งเหลือเงินมาใช้หนี้ ลองคิดดูเดือนๆหนึ่งซื้อผัก มะนาว พริก มะเขือ ใบมะกรูด ข่า ตะไคร้ หอมแดง ซื้อกินเท่าไหร่ แล้วมันปลูกเองได้เก็บพันธุ์ได้หมดไม่ต้องเสียเงิน จะกินส้มตำทำไมต้องไปซื้อเขามะนาว พริก มะละกอ ปลาเราทำเองหมด เหลือก็ขาย ถุงนิดเดียวราคา 30 บาทเสียเงินทำไม ลาบปลาดุก เราก็เอาขึ้นมาจากบ่อ ข้าวคั่วเครื่องลาบก็มี เอาเงินตรงนี้เก็บทุกเดือนก็มีพอใช้หนี้แล้ว ส่งลูกเรียนจบปริญญาตรีก็ทำได้สบายๆ ที่นาที่ไร่ที่ซื้อเก็บสะสมก็คือเงินที่ทำเกษตรตอนแรกมีเงินมา 800 บาทที่ดินไม่มีต้องเช่าเขา รับจ้าง จนมีเงินเก็บสามารถซื้อนาแปลงแรก 10 ไร่ แล้วซื้อเพิ่มสะสมมาเรื่อยๆค่อยๆขยายไปเป็นเรื่องไม่ง่ายต้องตั้งใจพยายาม ไม่ใช่ห้ามเป็นหนี้แต่ให้เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้กู้แหล่งทุนที่ดอกเบี้ยต่ำเช่นสหกรณ์การเกษตร ธกส. มาลงทุน ที่ดิน อุปกรณ์การเกษตร เป็นทุนหมุนเวียน ไม่ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้คือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ ราคาตกต่ำ แต่เรามีภูมิคุ้มกันเพราะเศรษฐกิจพอเพียงก็ประคองตัวไปได้ พี่ฉวีวรรณกล่าวทิ้งท้าย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ : คุณฉวีวรรณ อินทยา บ้านกระบวยทอง 53 ม. 6 ต.เทพนิมิต อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร โทร.0913944673