การดำเนินงานพัฒนาและส่งเสริมพลังงานชุมชน สู่การขับเคลื่อนพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

 เรียบเรียงโดย

นพมาศ  บัววิชัยศิลป์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ

 

จากสถานการณ์พลังงานในช่วงปี พ.ศ.2557 – 2549  ทั่วโลกประสบกับปัญหาราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งมีปัจจัยโดยตรงมาจากความไม่มั่นคงด้านสถานการณ์ทางการเมืองในตะวันออกกลาง การก่อการร้าย ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน ทำให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ประกอบกับผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศ จากปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อ การระบาดของโรคไข้หวัดนก ภาวะภัยแล้ง ตลอดจนเหตุการณ์คลื่นยักษ์สินามีถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเกิดการชะลอตัวลงจากปี 2546  ซึ่งสวนทางกับความต้องการใช้พลังงาน และการนำเข้าพลังงานกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ศูนย์พยากรณ์และสารสนเทศพลังงาน. 2547-2549) สถานการณ์ดังกล่าวนี้ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องหันหลับมาทบทวนแนวทางในการขับเคลื่อนพลังงานของประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน โดยภาคประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์สำคัญอีกประการณ์หนึ่ง จากการที่ ที่ผ่านมาการพัฒนาพลังงานของประเทศรัฐมุ่งจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ จนการพัฒนาด้านพลังงานเป็นการรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้เกิดช่องว่างของการสื่อสาร เกิดการสร้างกระแส บิดเบือนข้อมูลข่าวสารของกลุ่มผู้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของประชาชน เกิดการคัดค้านต่อต้านโครงการพัฒนาพลังงานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงพลังงานไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นการที่จะลดปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างกระทรวงพลังงานกับประชาชน เพื่อสร้างความ “ตระหนักรู้ด้านพลังงาน” คือมีความรู้เกี่ยวกับพลังงาน และตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานต่อชีวิต ครอบครัว ชุมชน สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ

ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ. 2549 จึงมีการส่งเสริมและพัฒนาพลังงานในระดับชุมชนอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลางการวางแผนพลังงานชุมชนขึ้นภายในสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานและได้ริเริ่ม “โครงการวางแผนพลังงานชุมชน” เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน(Participatory Learning Development Process) เป็นการเตรียมความพร้อมประชาชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีต่อการพัฒนาและสนับสนุนการพัฒนาพลังงานของประเทศ รวมทั้งเกิดทักษะในการบริหารจัดการพลังงานในท้องถิ่นของตนเอง และจากการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชน และสังคมโดยรวม

 

“โครงการวางแผนพลังงานชุมชน”กับการขับเคลื่อนพลังงานของประเทศ

ในปีแรกของการดำเนินโครงการวางแผนพลังงานชุมชน กระทรวงพลังงานได้รับการช่วยเหลือด้านงบประมาณจากรัฐบาลเดนมาร์ก และต่อมาปีพ.ศ. 2550 สํานักงานปลัดกระทรวงพลังงานได้รับการจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณแผ่นดินเพื่อดําเนินโครงการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยถือเป็นกลยุทธ์สําคัญของกระทรวงพลังงาน ในการพัฒนาและสร้างเสริมฐานความคิดด้านพลังงานด้วยบริบทของการมีส่วนร่วม การร่วมคิดและการปฏิบัติในลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นหรือชุมชนนั้นๆ โดยโครงการนี้มีความคาดหวังว่า ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะเป็นฐานคิดที่สำคัญในการต่อยอดขยายผลสู่การยอมรับและสนับสนุน การดําเนินนโยบายมหภาคของกระทรวงพลังงาน ซึ่งสามารถตอบโจทย์เป้าประสงค์ได้หลายมิติ โดยสรุปได้ดังนี้

1) มิติของการพัฒนาและสร้างเสริมฐานความคิดด้านพลังงานด้วยบริบทเฉพาะของท้องถิ่นหรือชุมชนนั้นๆ

2) มิติของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

3) มิติของการบูรณาการแนวระนาบซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่นๆ ที่ดําเนินการโดยหน่วยงานอื่น หรือแผนด้านต่างๆ ของชุมชนได้เป็นอย่างดี

4) มิติของการบูรณาการแนวดิ่งซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาหลักของชาติและแผนพลังงานของประเทศ

5) มิติของการส่งผ่านและยอมรับนโยบายพลังงานสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 5 มิติดังกล่าว เป็นปัจจัยเอื้อที่ส่งผลให้การพัฒนาพลังงานส่วนภูมิภาคเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและจะส่งผลต่อเนื่องถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาพลังงานของประเทศอีกด้วย ซึ่งการพัฒนาพลังงานส่วนภูมิภาคผ่านโครงการวางแผนพลังงานชุมชนนั้นอาจเป็นไปได้ในหลายรูปแบบ ได้แก่

1) การดําเนินงานในลักษณะของกิจกรรมในโครงการวางแผนพลังงานชุมชน (กระบวนการ 10 ขั้นตอน)

2) การขยายผลของแผนพลังงานชุมชนสู่การดําเนินโครงการด้านพลังงานอื่นๆ

3) การต่อยอดจากชุมชนที่เข้าร่วมหรือเคยเข้าร่วมโครงการวางแผนพลังงานชุมชน

4) การต่อยอดจากฐานความคิดของบุคลากรที่เป็นเครือข่ายเข้าร่วมโครงการวางแผนพลังงานชุมชน สู่การพัฒนาโครงการพัฒนาพลังงานส่วนภูมิภาคในรูปแบบอื่นหรือชุมชนอื่น ไม่ว่าจะเป็น อส.พน. (อาสาสมัครพลังงาน) หรือ วิทยากรตัวคูณ

5) การยอมรับของประชาชน/ชุมชน ต่อการพัฒนาโครงการด้านพลังงานในส่วนภูมิภาค และรวมถึงการสื่อสารเพื่อขยายเครือข่ายสู่ประชาชน/ชุมชนอื่นๆ กรณีนี้จัดว่าเป็นเป้าประสงค์ที่สําคัญซึ่งสอดคล้องกับการตอบโจทย์ ในมิติของการส่งผ่านและยอมรับนโยบายพลังงานสู”การปฏิบัติจริงในพื้นที่

 

ความสอดคล้องระหว่างโครงการวางแผนพลังงานชุมชนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สะท้อนความจริงที่ว่า โครงการวางแผนพลังงานชุมชน เป็นการดําเนินพันธกิจในการบริหารจัดการพลังงาน ของประเทศที่มีการปฏิบัติเกิดขึ้นจริงในระดับชุมชนท้องถิ่น หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับจุลภาค โดยมุ่งเน้นการให้ความสําคัญกับระดับปฏิบัติ (ระดับล่าง) หรือ Bottom-up Approach และการพัฒนาโดยประชาชนมีส่วนร่วม และเป็นโครงการเชิงรุกที่สามารถปรับทัศนคติของคนและชุมชนได้ จึงควรส่งเสริมผลักดัน “การวางแผนพลังงานชุมชน” ให้ขยายวงกว้างออกไปมากที่สุด พร้อมทั้งเน้นคุณภาพ การดําเนินงานในการวางแผนพลังงานชุมชน

 

ผลการดําเนินงานเชิงประจักษ์

การวางแผนพลังงานที่เกิดจากระดับชุมชนท้องถิ่น เช่น เทศบาลตําบล ชุมชนเล็กๆ ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการ ในการเรียนรู้ด้านพลังงานของชุมชนควบคู่ไปกับการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลให้ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและเห็นความเป็นไปของสถานการณ์พลังงานในบริบทที่เกี่ยวข้อง เกิดความเชื่อมโยงของแผนพลังงานระดับต่างๆ กระบวนการในการวางแผนพลังงานระดับท้องถิ่นทําให้ชุมชนคิดแก้ปัญหาจากระดับใกล้ตัวโดยการใช้เทคโนโลยีทางเลือกด้านพลังงานและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ชุมชนมีโครงการริเริ่มให้กลุ่ม บ้าน วัด และโรงเรียนตัวอย่างในการประหยัดไฟฟ้า ปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคพลังงานให้มีความรับผิดชอบ และมีประสิทธิภาพ เช่น ส่งเสริมการนําเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง/เตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูงไปใช้ในชุมชน ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดจํานวนการตัดต้นไม้สําหรับทําถ่าน และการที่วิทยากรตัวคูณในชุมชนได้ช่วยผลักดันให้มี การใช้เทคโนโลยีพื้นบ้านรวมถึงการพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมในพื้นที่ก็สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของประชาชนในการได้รับสินค้าพลังงานและวิธีการผลิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง เป็นไปตามกลไกการตลาด และการกระตุ้นอุปสงค์อุปทานด้านพลังงาน

ในปี พ.ศ.2551 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้โครงการดังกล่าวนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่มีความริเริ่มและประสบผลสัมฤทธิ์เร็ว (Quick Win Initiative) ดีเด่น โครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินต่อเนื่อง

 

การปรับวิธีการดําเนินงานโครงการวางแผนพลังงานชุมชน

จากการสรุปบทเรียนและวิเคราะห์พัฒนาการของโครงการวางแผนพลังงานชุมชน สะท้อนให้เห็นว่า การปรับปรุงเฉพาะกระบวนการวางแผนพลังงานชุมชนนั้นอาจไม่มีแรงกระตุ้นมากพอให้เกิดการสร้างผลงานเชิงประจักษ์ในรูปแบบของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชน ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 สํานักงานปลัดกระทรวงพลังงานจึงได้มีการพัฒนาโครงการเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของชุมชนมากยิ่งขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ เป็น “โครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบล” โดยยังคงน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับครัวเรือน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการจัดการพลังงานและแผนงบประมาณในท้องถิ่นของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันมีการถ่ายโอนภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาพลังงานชุมชน มายังสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานและยังคงให้ความสำคัญกับ   3 กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนประเด็นพลังงานใน 3 ระดับ คือ 1. การสร้างคน ก็คือ อาสาสมัครพลังงานชุมชน 2. การพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพสูง 3. การสร้างกลไกการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างมีส่วนร่วม โดยได้นําร่องดําเนินการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน (36 แห่ง) เพื่อเป็นต้นแบบ (Model) ที่จับต้องได้ โดยสาธิตให้เห็นถึง “ความเป็นไปได้” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอาชีพจากโครงการวางแผนพลังงานชุมชนในระดับที่ชุมชนสามารถทําได้จริง รวมถึงนําร่องดําเนินการปรับวิธีการดําเนินงานบางส่วน สําหรับชุมชนในพื้นที่ศักยภาพผลิตพลังงาน (36 แห่ง) เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงานที่ตอบโจทย์อย่างชัดเจนและรวดเร็ว(พิรัฐ อินพานิช.2559, เอกสารอัดสำเนา)

การดําเนินโครงการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 – 2560 ผลการดำเนินงานกับประชาชนใน 1,676 ตำบลทั่วประเทศ ก่อให้เกิดแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงาน 210 แห่ง เกิดอาชีพด้านพลังงานที่ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีพลังงานระดับชุมชนจำนวน 172 แห่ง มีอาสาสมัครพลังงานชุมชน (อส.พน.) คือประชาชนที่มีจิตอาสาทำงานร่วมกับพลังงานในการขับเคลื่อน และพัฒนาพลังงานไทย ด้วยแนวคิด รู้-รักษ์-ตระหนัก-สร้าง จำนวนกว่า 6,042 คน กระจายในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ สามารถสร้างทัศนคติ “พลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัว” เพิ่มศัยภาพ สร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการลดใช้พลังงาน เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน รักษาสิ่งแวดล้อม โดย อาสามัครพลังงานชุมชนจะมีบทบาทที่หลากหลายตามความถนัด ความสนใจและพัฒนาตนเองต่อยอดจน สู่นักวิจัยพลังงาน 380 คน ช่างเทคโนโลยีพลังงานชุมชน 172 คน นักสื่อสารพลังงาน 2,879 คน วิทยากร 514 คน เกิดแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงาน 210 แห่ง สร้างนวตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน 56 ชิ้น มีแหล่งผลิตจำหน่ายเทคโนโลยี 172 แห่ง เสริมสิ่งที่มี สร้างโอกาสพัฒนาต่อยอดสู่วิสาหกิจชุมชนลดใช้พลังงานกว่า 188 กลุ่ม สามารถ ลดค่าใช้จ่ายพลังงานได้ 5 ล้านบาทต่อปี และ ลดจากการประหยัดพลังงานของบ้านตัวอย่าง ได้ 28 ล้านบาทต่อปี เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการได้กว่า 8 แสนบาทต่อปี

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของการดำเนินการเป็นปีที่การส่งเสริมและพัฒนาพลังงานชุมชน เริ่มผลิดอกออกผลเชิงประจักษ์ทำให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะในการนำศักยภาพด้านพลังงานของชุมชนมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผลการดำเนินงานกับ 1,425ชุมชน ก่อให้เกิดแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงาน 184 แห่ง เกิดอาชีพด้านพลังงานที่ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีพลังงานระดับชุมชนจำนวน 93 แห่ง  มีวิทยากรชุมชนด้านพลังงาน 220 คนกระจายในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ในด้านการส่งเสริมชุมชนต้นแบบด้านการจัดการพลังงานในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมระดับครัวเรือน/Otop/วิสาหกิจชุมชนตามแนวคิด “วิสาหกิจชุมชนสีเขียว” ทำให้เกิดวิสาหกิจชุมชนลดใช้พลังงาน 112 กลุ่ม สามารถลดการใช้พลังงานในการผลิตได้กว่าร้อยละ 39% คิดเป็นมูลค่าพลังงานที่ลดลงไม่ต่ำกว่า 4.5  ล้านบาทต่อปี คิดเป็นพลังงานเท่ากับ 526 toe และยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 11%

 

10 ปีพลังงานชุมชน “พลังงานสร้างคน คนสร้างพลังงานยั่งยืน

เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในการส่งเสริมและพัฒนาพลังงานชุมชนที่ผ่านมา     ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ส่งผลต่อทัศนคติที่ดีและความเชื่อมั่นของประชนที่มีต่อกระทรวงพลังงาน จากการส่งเสริมพลังงานชุมชน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภาพรวมของประเทศต่อไปสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานจึงเห็นควรดำเนินการจัดทำ“โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการจัดการพลังงานที่ดีในระดับชุมชน ประจำปี พ.ศ.2560”ขึ้น ในวาระครบรอบ 10 ปี  ในการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานชุมชน สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน จึงได้มีการจัดกิจกรรมโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในการดำเนินงาน “โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการจัดการพลังงานที่ดีในระดับชุมชน ประจำปี พ.ศ. 2560” ผ่านแนวคิด “พลังงานสร้างคน คนสร้างพลังงานยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างการรับรู้และความเข้าใจในการจัดการพลังงานที่ดีสอดคล้องกับแผนบูรณาการ 5 ด้านของกระทรวงพลังงาน 2) ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานในการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานในระดับชุมชนของสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานผ่านการคัดเลือกสุดยอดคนพลังงานและจัดงานมหกรรม 10 ปีพลังงานชุมชน 3) สร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ดีระหว่างบุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานในระดับชุมชน กิจกรรมหลักในโครงการประกอบด้วย

1) การคัดเลือกและมอบรางวัล “สุดยอดคนพลังงาน” ประจำปี พ.ศ. 2560 ในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค 4 ภาค และระดับประเทศ

2) ประกวดและออกแบบสัญลักษณ์ วิสาหกิจ/Otop ลดใช้พลังงาน เพื่อนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ในงานมหกรรมพลังงานชุมชน

3)การจัดงานมหกรรม 10 ปีพลังงานชุมชน “พลังงานสร้างคน คนสร้างพลังงานยั่งยืน”

๔)การผลิตสื่อประชาสัมพันธ์

สำหรับการคัดเลือกและมอบรางวัล “สุดยอดคนพลังงาน” เพื่อยกย่อง เชิดชู ให้กำลังใจกับอาสาสมัครพลังงานชุมชน วิสาหกิจชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีผลงานด้านการพัฒนา ขยายผลพลังงานในระดับชุมชนร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ โดยแบ่งรางวัล ออกเป็นระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ทำให้ปัจจุบันเกิดต้นแบบในการจัดการพลังงานที่ดีในสาขาต่างๆประกอบด้วย

  • สาขาอาสาสมัครพลังงานชุมชนยอดเยี่ยม
  • สาขาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการพลังงานครบวงจรยอดเยี่ยม
  • สาขาวิสาหกิจลดใช้พลังงานยอดเยี่ยม
  • สาขาโครงการพลังงานชุมชนแบบมีส่วนร่วมยอดเยี่ยม รวมทั้งสิ้นกว่า 304 ตัวอย่างกระจายใน 76 จังหวัด และต้นแบบจังหวัดส่งเสริมพลังงานชุมชนยอดเยี่ยมภาคละ 1 จังหวัด

(รายละเอียดดังภาคผนวก ……)

นอกจากนั้นภายใต้ โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการจัดการพลังงานที่ดีฯ ยังมีการจัดประกวดตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เพื่อนำไปใช้งานบนบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการกับกระทรวง พลังงาน ที่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือการแปรรูป  โดยสรุปคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ จะได้รับตราสัญลักษณ์ฯ มีดังต่อไปนี้

  1. ลดการใช้พลังงานหรือประหยัดเงิน จากเดิมลงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
  2. ลดระยะเวลาการแปรรูป จากเดิมลงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
  3. ใช้พลังงานทดแทนในการแปรรูปผลผลิต 100 %

เพื่อให้เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สามารถลดการใช้พลังงาน ตามคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ฯ และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบในวงกว้างต่อไป

(รายละเอียดดังภาคผนวก ……)

 

ทิศทาง และอนาคตพลังงานชุมชน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ทิศทางพลังงานชุมชน ปี 2561 ในการแปลงนโยบายกระทรวงพลังงานสู่การปฏิบัติผ่านโครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบล และวิสาหกิจชุมชน ปีงบประมาณ 2561 ดำเนินการโดยสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและเตรียมความพร้อมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนสำหรับการบริหารจัดการการพลังงานแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ

  1. เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานในกระบวนการผลิต 25 % ของผลิตภัณฑ์ชุมชน/SME/อุตสาหกรรมในครัวเรือน/กลุ่มวิสาหกิจโดยการส่งเสริม สนับสนุนและส่งมอบอุปกรณ์ในการประหยัดพลังงานกับกลุ่มเป้าหมาย
  2. เพื่อพัฒนาศักยภาพ ประชาคมและประชาชน ในพื้นที่เป้าหมาย สำหรับเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านพลังงานอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่
  3. เพื่อกระตุ้นและปลูกฝังความรู้ด้านพลังงาน ให้มีการตระหนักถึงคุณค่า ร่วมรักษา พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีอันจะนำไปสู่การพัฒนาชุมชน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยการส่งเสริม สนับสนุนและส่งมอบอุปกรณ์ในการลดใช้พลังงานและเพิ่มขึ้นการใช้พลังงานทดแทนกับกลุ่มเป้าหมาย

โดยทิศทางพลังงานชุมชน ประจำปี 2561 จะมุ่งเน้นดำเนิน กิจกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชน เพื่อตอบสนองต่อแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและการประหยัดพลังงาน โดยปีนี้สำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และ อาสาสมัครพลังงานชุมชน (อส.พน.) ร่วมกันจัดทำแผนพลังงานผ่านงบประมาณแผ่นดินและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งหมด 5 เป้าหมาย ดังนี้

  • เป้าหมายที่ 1) จำนวน 10 แห่ง โครงการเตรียมความพร้อมสร้างนักวิจัยชุมชนเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตพลังงานขนาดเล็กประเภทชีวภาพ ชีวมวล เพื่อการผลิตไฟฟ้า หรือเชื้อเพลิงเขียว จะเน้นสร้างทีมนักสำรวจ เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จากภาคประชาชนให้สามารถทำรายงานผลการศึกษาเบื้องต้น ไปพัฒนาต่อยอดสู่การขอทุนสนับสนุนกับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตพลังงานในท้องถิ่น
  • เป้าหมายที่ 2) จำนวน 76 แห่ง โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนลดใช้พลังงาน จะเน้นสำรวจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อมและขนาดจิ๋วของชุมชน (SMCE -Small and Micro Community Enterprise) เพื่อลด “ต้นทุนพลังงาน” ในกระบวนการผลิตของชุมชน ที่มีการใช้พลังงานสิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ฟืน ถ่าน LPG ในกระบวนการทอด นึ่ง อบแห้ง คั่ว ต้ม กลั่น แล้วทำการแก้ไขโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ตั้งเป้าหมายในการลดต้นทุนด้านพลังงานในกระบวนการผลิตไม่น้อยกว่า ร้อยละ 25
  • เป้าหมายที่ 3) จำนวน 76 แห่ง โครงการ“ชุมชนเมืองประหยัดพลังงานไฟฟ้า “เพื่อสร้างความรู้และจิตสำนึกในการใช้ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแรงจูงใจ ในการดำเนินกิจกรรมด้านการประหยัดพลังงานผ่านเครือข่ายอาสาสมัครพลังงานในพื้นที่ชุมชนเมืองเพื่อลดการใช้ พลังงานไฟฟ้าในครัวเรือนต้นแบบ 10 %
  • เป้าหมายที่ 4) จำนวน 96 แห่ง การส่งเสริมโรงอบแห้งเพื่อแปรรูปสินค้าวิสาหกิจเพิ่มคุณภาพ ลดระยะเวลา เพิ่มผลผลิต โดยชุมชนต้องมีการสมทบในสัดส่วน (ส่วนราชการ 70%: ชุมชนสมทบ 30% ในส่วนของการก่อสร้างพื้นหรือราวตากวัสดุ)
  • เป้าหมายที่ 5) จำนวน 24 แห่ง การสร้างต้นแบบโรงเรียนจัดการพลังงานชุมชน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในโรงเรียนผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม การอนุรักษ์พลังงาน และพัฒนาสู่หลักสูตรการเรียนการสอนการพัฒนาฐานการเรียนรู้เชิงประจักษ์ในโรงเรียน

การขับเคลื่อนโครงการพลังงานชุมชนในมิติต่างๆทั้งหมดในปี 2561 จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชนให้เห็น “พลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัว” มีการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์สามารถบริหารจัดการโดยประชาชนเพื่อประชาชนตามศักยภาพในท้องถิ่น การเสริมสิ่งที่มีสร้างโอกาสให้คนในชุมชน สามารถเชื่อมโยงมิติพลังงานเข้ากับมิติการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals: SDGs) สามารถยกระดับชุมชน จากผู้ใช้พลังงานเป็นผู้ผลิตพลังงาน หรือ เป็นชุมชนแบ่งปั่นพลังงาน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาและส่งเสริมพลังงานชุมชนมีหลากหลายมิติ หลากหลายวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างคุณภาพที่ดีของประชาชนอย่ายั่งยืนต่อไป

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

พิรัฐ  อินพานิช. 2559. “โครงการวางแผนพลังงานชุมชน”กับการขับเคลื่อนพลังงานของประเทศ. เอกสารอัดสำเนา.  

ศูนย์พยากรณ์และสารสนเทศพลังงาน. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน.2547. สถานการณ์พลังงานของไทยปี 2547.

ศูนย์พยากรณ์และสารสนเทศพลังงาน. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน.2548. สถานการณ์พลังงานของไทยปี 2548.

ศูนย์พยากรณ์และสารสนเทศพลังงาน. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน.2549. สถานการณ์พลังงานของไทยปี 2549.

สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน. 2560. วารสารพลังงานชุมชนฉบับพิเศษ.

สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน. 2560. เอกสารขอรับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2560