
*ที่มา : รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการ “การติดตามและประเมินผลโครงการ” ภายใต้โครงการพลังงานชุมชน เพื่อชุมชนจัดการตนเองทางด้านพลังงาน ปี 2560 ระยะเวลาดำเนินโครงการ 365 วัน (28 ธันวาคม 2559 ถึง 27 ธันวาคม 2560)
สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (สสช.) ดำเนินโครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองทางด้านพลังงาน โดยมุ่งเน้นในการจัดทำโครงการที่ผลิตพลังงานเพื่อลดใช้พลังงานในชุมชน หรือ การลดต้นทุนในการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร และ การอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มจังหวัด ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาในการดำเนินงานโครงการ “การติดตามและประเมินผลโครงการ” มีวัตถุประสงค์โครงการฯ ที่สำคัญอยู่ 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1.เพื่อให้คำแนะนำกับโครงการที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนภายใต้โครงการส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทนในชุมชน ประจำปีงบประมาณ 2560 2.เพื่อกำหนดตัวชี้วัดในการติดตามและวัดผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ และ 3.เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนภายใต้โครงการส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทนในชุมชน ประจำปีงบประมาณ 2560 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานพลังงานจังหวัด อาสาสมัครพลังงาน (อส.พน) และประชาชนทั่วไป
ยกตัวอย่างผลการดำเนินงานโครงการที่น่าสนใจสามารถเป็นต้นแบบการจัดการพลังงานทดแทนที่ดี ดังนี้
• โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนการเกษตรด้วยพลังงานสะอาด อบต.สิงหนาท อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา สำนักงานพลังงานจังหวัด ได้ดำเนินการติดตั้งเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการสูบน้ำ ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 4,500 วัตต์ต่อชุด เป็นพลังงานให้กับเครื่องสูบน้ำแบบพญานาคขนาดกำลังไฟฟ้า 3,700 วัตต์ต่อชุด จำนวน 10 ชุด สำหรับพื้นที่ที่ลงไปตรวจประเมินอยู่ที่ คลองหนองสนุ่น ต.สิงหนาท จ.พระนครศรีอยุธยา สามารถจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ให้กับเกษตรกรครอบคลุมพื้นที่ราว 1,800 ไร่ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาปีละ 2-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำที่เพียงพอสามารถทำนาได้ ด้วยการทำนา คือ อาชีพหลักของเกษตรกรในพื้นที่ และน้ำที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ จึงเห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการสูบน้ำ เข้ามามีส่วนช่วยอย่างมากในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนรายจ่ายให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ต่อยอดการเป็นตำบลต้นแบบ ลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง(น้ำมัน) มาเป็นเทคโนโลยีที่พึ่งพาแหล่งพลังงานจากธรรมชาติ มุ่งสู่การเป็นพลังงานสีเขียวต่อไป จากการลงพื้นที่สำรวจ และสอบถามข้อมูลจากผู้ใช้งานโดยตรง สามารถสรุปประเด็นสำคัญ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับแนวทางการให้งบประมาณสนับสนุน และแนวทางสำหรับการดำเนินงานโครงการฯ ต่อไปในอนาคต การประเมินศักยภาพเทคโนโลยี จากผลการประเมินศักยภาพเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านสังคมได้คะแนนมากที่สุดคือ 5 คะแนน ทั้งนี้จากการลงพื้นที่จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการสูบน้ำ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ลดปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับการทำเกษตรในฤดูแล้ง และยังสามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี
• โครงการส่งเสริมระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจกเพื่อพัฒนามาตรฐานการแปรรูปสินค้าเกษตรจังหวัดสระแก้ว สำนักงานพลังงานจังหวัด ได้ดำเนินการติดตั้งโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 8×12.4 เมตร สำหรับพื้นที่ที่ลงไปตรวจประเมินอยู่ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรทับทิมสยาม 05 ต.คลองไก่เถื่อน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เดิมชาวบ้านในพื้นที่ปลูกพืชไร่กันเป็นส่วนใหญ่ (อ้อย มันสำปะหลัง) แต่เนื่องจากราคาได้ตกต่ำลง จงหันมาปลูกสมุนไพร (ปัจจุบัน มี 30 กว่าชนิด อาทิเช่น รางจืด ขมิ้นชัน อัญชัน มะขามป้อม เป็นต้น) โดยการส่งเสริมของ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และอบต.คลองไก่เถื่อน ซึ่งก็จะนำไปตากแห้ง/อบแห้งโดยตู้อบแห้ง เพื่อขายให้กับทาง รพ.วังน้ำเย็น ปัจจุบันด้วยผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ไม่สามารถตากแห้ง/อบแห้ง ได้ทัน ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีเครือข่ายอาสาสมัครพลังงาน(อส.พน.) อยู่ในพื้นที่ จึงได้เข้ามาให้คำแนะนำ และสนับสนุนโรงอบแห้ง แบบ พพ.2 (8×12.4 เมตร) และมีความร้อนเสริมจาก LPG ไว้ช่วยอบในฤดูฝน หรือขณะที่แสงแดดไม่เพียงพอ การบริหารจัดการของกลุ่มฯมีการเก็บหุ้นและนำกำไรที่ได้จากการขายสมุนไพรอบแห้งมาปันผลให้กับกลุ่ม ซึ่งในปี 2559 ที่ผ่านมามีการจ้างงานในชุมชนรวมมูลค่ากว่า 170,000 บาท และคนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาทำงานที่บ้านเกิดกันเพิ่มขึ้น จากการลงพื้นที่สำรวจ และสอบถามข้อมูลจากผู้ใช้งานโดยตรง สามารถสรุปประเด็นสำคัญ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับแนวทางการให้งบประมาณสนับสนุน และแนวทางสำหรับการดำเนินงานโครงการฯ ต่อไปในอนาคต จากผลการประเมินศักยภาพเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านสังคม และความยั่งยืนได้คะแนนมากที่สุดคือ 5 คะแนน ทั้งนี้จากการลงพื้นที่จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตสมุนไพรอบแห้ง สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน คนรุ่นใหม่กลับมาทำงานที่บ้านเกิดเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการที่ชัดเจน ชาวบ้านในชุมชนให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อีกทั้งกลุ่มฯดังกล่าวยังเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานให้กับผู้ที่สนใจได้อีกด้วย
• โครงการส่งเสริมระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจกเพื่อพัฒนามาตรฐานการแปรรูปสินค้าเกษตรจังหวัดชัยภูมิ สำนักงานพลังงานจังหวัด ได้ดำเนินการติดตั้งโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 8×20.8 เมตร (พพ.3) พร้อมระบบความร้อนเสริม สำหรับพื้นที่ที่ลงไปตรวจประเมินอยู่ที่ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ศูนย์ส่งเสริมการตลาด ต.โพนทอง จ.ชัยภูมิ โดยเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมี 4 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย 1.วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมการตลาด ต.โพนทอง, 2.วิสาหกิจชุมชนไร่นา-สวนผสม (โน่นม่วง-โพนทอง), 3.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพGAP (บ้านหนองหญ้ารังกา) และ 4.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพGAP (บ้านนางเม้ง) ปัจจุบันกลุ่มมีพื้นที่ปลูกข้าว 1,200 ไร่ จากสมาชิก 120 ครัวเรือน โดยข้าวที่ปลูกจะดูแลโดยกรมการข้าวทุกแปลงเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP ข้าวที่รับซื้อจากชาวบ้าน 150 ตันต่อปี จะเก็บไว้ที่ยุ้งฉางของศูนย์ส่งเสริมการตลาด และบางส่วนฝากไว้ที่ยุ้งฉางของชาวบ้าน เนื่องจากพื้นที่เก็บของศูนย์ฯ ไม่เพียงพอ สำหรับการนึ่งข้าว มีเศรษฐกิจประยุกต์ (แบบมณฑล 2) ซึ่งได้งบจากสำนักงานพลังงานจังหวัดชัยภูมิ และมีโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถอบแห้งข้าวได้ครั้งละ 500 กิโลกรัม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตากแห้งของข้าว และเพิ่มมูลค่าข้าวจากชาวนา ได้ดีกว่าอดีต โดยกระบวนการทำข้าวกล้องงอก สรุปสั้นๆ คือ แช่-บ่ม-นึ่ง-ผึ่ง-สี โดยจากข้าวเปลือก ประมาณ 100 กิโลกรัม (15 บาทต่อกิโลกรัม) ทำเป็นข้าวกล้องงอกได้ 63 กิโลกรัม (130 บาทต่อกิโลกรัม) และแปรรูปเป็น ข้าวกล้องงอกผง ได้ 58 กิโลกรัม (480 บาทต่อกิโลกรัม) โครงการดังกล่าวเป็นการลดรายจ่าย สร้างมูลค่า เพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มฯได้เป็นอย่างดี จากการลงพื้นที่สำรวจ และสอบถามข้อมูลจากผู้ใช้งานโดยตรง สามารถสรุปประเด็นสำคัญ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับแนวทางการให้งบประมาณสนับสนุน และแนวทางสำหรับการดำเนินงานโครงการฯ ต่อไปในอนาคต การประเมินศักยภาพเทคโนโลยี จากผลการประเมินศักยภาพเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคม และด้านความยั่งยืน ได้คะแนนมากที่สุดคือ 5 คะแนน ทั้งนี้จากการลงพื้นที่จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และสมาชิกกลุ่มฯ คนรุ่นใหม่ช่วยเหลือด้านการตลาด สร้างงานให้กับคนในชุมชน อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการที่ชัดเจน อีกทั้งกลุ่มฯดังกล่าวยังเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานให้กับผู้ที่สนใจได้อีกด้วย



