คุณ สมชาย จริยเจริญ กับแนวคิด Low Carbon Society ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

คุณ สมชาย จริยเจริญ กับแนวคิด Low Carbon Society ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
“การก้าวเข้าสู่เมือง คาร์บอนต่ำ เราไม่ได้เป็นโครงการที่มุ่งไปสู่เทคโนโลยีสูงๆ
แต่จริงๆแล้วเครื่องมือหรือกระบวนการต่างๆพยายามทำให้ง่ายแล้วทำจากบริบท
ของแต่ละพื้นที่ สุดท้ายแล้วก็เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนนั่นเอง ”
ที่มา ClimateChangeChannel TGO : https://youtu.be/nkEX5MI8PM4
คุณสมชาย จริยเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเมืองแกลง กล่าวว่า สำหรับแนวคิดเมืองคาร์บอนต่ำ สุดท้ายแล้วก็ทำเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนแต่ในละพื้นที่นั่นเอง โดยกระบวนการทำเมืองคาร์บอนต่ำทุกเมืองมีการบริโภคอยู่ทั้งบริโภคโดยมนุษย์และเครื่องจักร ก็จะเกิดในเรื่องของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ต่างๆเหล่านี้ที่เกิดจากกระบวนการผลิตหรือการบริโภค เช่น ของเสียต่างๆหรืออว่าควันพิษ จากเครื่องจักร หรือรถยนต์ เราทำเมืองคาร์บอนต่ำเพื่อดูซับและลดการทำให้เกิดปัญหาเรื่องมลพิษขึ้น รวมทั้งมาตรการส่งเสริมให้เกิดสังคมเมืองคาร์บอนต่ำจริงๆ อย่างเช่นกรณีการจัดการขยะหรือของเสียที่เกิดขึ้นในระบบเมืองทุกวัน เรื่องการเดินทางในภาคคมนาคมขนส่งในเขตเมือง หรือถ้าพูดถึงในเรื่องการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะเป็นเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แล้วอาจจะหมายรวมถึงความมั่นคงทางด้านอาหารของเมืองแต่ละพื้นที่ด้วย และมีคำถามต่อไปว่าทุกวันนี้ข้าวปลาอาหารของเราที่บริโภคนั้นมาจากไหน ต้องขนส่งไกลเท่าไหร่ ระหว่างการขนส่งต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงมากน้อยขนาดไหน คุณภาพอาหารต้องใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมงกี่วันมันสดจริงหรือเปล่า ดังนั้น “การก้าวเข้าสู่เมือง คาร์บอนต่ำ เราไม่ได้เป็นโครงการที่มุ่งไปสู่เทคโนโลยีสูงๆ แต่จริงๆแล้วเครื่องมือหรือกระบวนการต่างๆพยายามทำให้ง่ายแล้วทำจากบริบทของแต่ละพื้นที่ สุดท้ายแล้วก็เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนนั่นเอง”
ที่มาของธุรกิจที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ท่านสมชายกล่าวว่าผมเป็นคนสองน้ำเคยอยู่ภาคราชการมาก่อนแล้วถึงมาอยู่ภาคเอกชน ดังนั้นเราจะเห็นช่องว่างของขยะอินทรีย์หรือขยะของเสียซึ่งมันไม่มีวันหมดไปจากระบบเมือง เราจะสังเกตว่ามีร้านที่เป็นร้านรับซื้อของเก่า หรือร้านรับซื้อขยะรีไซเคิลมากมาย แต่เราหาไม่เจอร้านที่รับซื้อขยะอินทรีย์หรือขยะที่ย่อยสลายได้เน่าได้ เราไม่พบเพราะฉะนั้นตัวนี้มันจึงเป็นช่องว่างที่ว่าขยะรีไซเคิลนี้ ไม่ค่อยน่ากังวลเพราะมันถูกทำในเชิงธุรกิจไปแล้วแต่ขยะที่ย่อยสลาย หรือเน่าเสียได้ที่จริงแล้วมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าขยะรีไซเคิล ผมหมายถึงว่าในกระบวนการผลิตพืชผัก ผลไม้ที่เป็นอาหารของเรา มันมีต้นทุนค่าพลังงาน เช่น ค่าปั๊มน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ในการรดน้ำ พ่นยา หรือค่าขนส่งซึ่งใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ น้ำมัน ก๊าซ LPG,NGV
ก่อนที่จะเป็นของเสียมันคือผลิตภัณฑ์ ซึ่งอมต้นทุนการใช้พลังงานมาแล้วทั้งสิ้นแต่ในสภาวะที่เราเห็นอยู่พวกของเสียต่างๆเหล่านี้มันเกิดจากการบริโภคที่เหลือ อาจจะเหลือจากเพราะเราอิ่ม หรืออาจจะเหลือจากเราลอกเปลือกหรืออะไรต่างๆออกมามากมาย ถามว่าของเหลือเหล่านี้มันยังอมพลังงานอยู่ไหม มันยังอมพลังงานอยู่ ทั้งการใช้พลังงานและตัวมันเองมีพลังงานอยู่เหมือนกับที่เรากินอาหาร เรากินพลังงาน เพราะฉะนั้นของที่เหลือมันก็ยังมีพลังงานอยู่ ด้วยเหตุดังกล่าวในกระบวนการที่ดำเนินการอยู่จึงเป็นการจัดการของเสียที่ย่อยสลายได้หรือขยะอินทรีย์นั่นเอง ซึ่งทุกวันนี้ที่ทำอยู่คือเราไปที่ต้นทาง เช่น โรงคัดแยกผลไม้ หรือตลาดสด เมื่อเรารู้ว่าต้นทางของปัญหาหรือของเสียอยู่ที่ไหน เราก็ไปตัดตอนตรงนั้นแล้วก็สร้างกระบวนการในเรื่องการขนส่ง พอเข้ามาก็ถึงกระบวนการแปลงของเสียไม่ให้มันเสียของ ก็คือการเอามาทำปุ๋ยเมื่อครบกำหนดก็นำไปจำหน่ายกลับไปสู่ดินเพราะปุ๋ยอินทรีย์จะต่างกับปุ๋ยเคมี ชัดที่สุดคือปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารอยู่สามตัว ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม (N-P-K) แต่ว่าถ้าเป็นปุ๋ยอินทรีย์มันมาจากดิน ขยะเหล่านี้เคยเป็นอาหารมาก่อนมีธาตุอาหาร 16 ตัว เมื่อกลายเป็นเศษอาหารหรือเศษผักผลไม้มันยังมีธาตุอาหาอยู่ครบ เราก็คืนสู่ดิน ดินก็สร้างอาหารกลับมาหาเราใหม่อีก แล้วก็ในระหว่างการกองมันจะเกิดน้ำ เกิดความชื้น จุลินทรีย์ในกองก็ย่อยไป แต่น้ำเราก็ออกแบบพื้นที่ให้น้ำไหลไปกองในบ่อหมักแก๊สชีวภาพแบบไร้อากาศ เพื่อจะได้เอาก๊าซมีเทนที่เกิดจากจุลินทรีย์ย่อยน้ำเสียเหล่านี้นำไปใช้ในการเดินเครื่องยนต์ สำหรับบดย่อยเศษผักผลไม้เหล่านี้ให้มีขนาดเล็กลง และน้ำเสียในบ่อหมักก๊าซชีวภาพยังมีธาตุอาหารที่ยังสมบูรณ์อยู่ เพียงแต่ว่าต้องผ่านกระบวนการหมักแบบไร้อากาศในรูปของไบโอแก๊ส จากนั้นก็นำน้ำเสียจากการหมักไปเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ทำให้เกิดธาตุอาหารที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
 
กระบวนการในการดำเนินงาน : เมื่อเราไปรับขยะของเสียที่ย่อยสลายได้จากตลาดหรือแหล่งกำเนิดต่างๆ พอมาเข้าสู่กระบวนการจะเริ่มต้นจากนำเข้าสายพานเพื่อทำการบดย่อย เพื่อให้วัตถุมีขยาดเล็ก ย่อยสลายได้เร็วขึ้นเป็นประโยชน์กับจุลินทรีย์ ในระหว่าการบดย่อยจะคลุกเคล้าด้วยมูลวัวเพื่อให้จุลินทรีย์ในมูลวัวไปช่วยย่อยอีกที และผสมน้ำเข้าไปเพราะความชื้นจะเป็นภาวะที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ เราจะเอาไปทำปุ๋ยหมักแล้วอีกส่วนที่เป็นเศษพืชผักเราจะเอาไปเลี้ยงไส้เดือนเพื่อให้ไส้เดือนช่วยย่อย รอบการเลี้ยงไส้เดือนจะอยู่ที่ 2-3 เดือน มูลที่ออกจากไส้เดือนก็จะกลายเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่แพ้ธาตุอาหารจากกองปุ๋ยหมัก การเลี้ยงไส้เดือนนอกจากได้มูลแล้วก็ยังได้น้ำที่เกิดจากการเลี้ยงซึ่งก็มีธาตุอาหารเช่นเดียวกันแล้วก็ตัวมันเองสามารถนำไปจำหน่ายขยายพันธุ์ต่อได้ แล้วน้ำเสียที่ออกจากกองปุ๋ยเราก็เอาไปทำไบโอแก๊ส เปลี่ยนจากน้ำเสียเป็นพลังงานเอามาเดินเครื่องยนต์บดย่อย แล้วน้ำเสียก็เอาไปใช้กับดินได้อีกเช่นเดียวกัน
 
(เพราะขยะกว่าครึ่งคือเศษอาหาร ไส้เดือนจึงเป็นสัตว์ช่วยเปลี่ยนโลกได้ ทำไมหนึ่งกิจกรรมช่วยเปลี่ยนโลกได้ เพราะไส้เดือนเป็นมิตรที่ช่วยกำจัดขยะอินทรีย์อย่างรวดเร็ว และยังให้ผลพลอยได้ที่มีประโยชน์กับเกษตรกร ย่อยสลายเศษผักผลไม้เพิ่มธาตุอาหารให้กับผืนดิน ที่มา : รายการเปลี่ยนเราเปลี่ยนโลก ชมคลิป : https://youtu.be/gIJTRNj1Y4w
 
#วงจรการบริหารจัดการ==> รับซื้อขยะผลไม้เปลือกทุเรียน+ขนุน ฯลฯ ==>เข้าเครื่องปั่นทำปุ๋ยหมักอินทรีย์แบบไม่พลิกกอง==>น้ำเสียจากปุ๋ยหมักไหลเข้าไปเก็บในบ่อผลิตแก๊สชีวภาพแบบพลาสติกคลุมราง 65 ลบ.ม. 2 บ่อ ==>แก๊สที่ผลิตได้นำไปเดินเครื่องดีเซล,ทดแทนแก๊สหุงต้มในครัวเรือน==>น้ำทิ้งจากบ่อเป็นปุ๋ยน้ำรดสวนผลไม้
*** 1. เฉลี่ยขยะอินทรีย์เข้ามาวันละ 3,000 กก. มีแต่ค่าขนส่งและค่าแรง ค่าสึกหรอค่าเสื่อมเครื่องยนต์ เป็นต้นทุน
2. ผลิตปุ๋ยได้ 300 ตันต่อปี
3. ผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน 30-40 ตันต่อปี
4. บ่อละ 65 คิว 2 บ่อ
*** ติดตั้งโซลาออนกริดขนาด 1.8 Kw.
 
ทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ของเจ้าของบ้านเอง ว่าในพื้นที่ของเรามันมีอะไรบ้างที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่นเราจะแก้ปัญหารถติดอย่างไร เราจะมีต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อมาดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไร เราจะมีการรักษาแหล่งอาหาร ลดการพึ่งพาอาหารจากพื้นที่อื่นซึ่งต้องขนส่งมาไกลๆได้อย่างไร หรือเราจะจัดการวัตถุดิบต่างๆในพื้นที่เราได้อย่างไร ซึ่งคิดว่าไม่จำเป็นเลยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการเองทั้งหมด โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้บริหารจัดการโดยอาศัยภาคเอกชนเข้ามาแล้วก็ทำข้อตกลงกัน เช่นทุกวันนี้เราสามารถจ้างเหมาเอกชนดูแลรักษาความสะอาดของบ้านเมืองได้ เราสามารถจ้างเอกชนดูแลเกาะกลางสวนหย่อมได้ ทำไมเราไม่จ้างเอกชนมาดูเรื่องฝังกลบของเราให้เกิดประโยชน์และรายได้ ทำให้เอกชนมีรายได้และ อปท.ประหยัดงบประมาณ แล้วก็เอางบประมาณไปพัฒนาด้านอื่นดีกว่าที่จะต้องเอาเงินไปฝังหลุมอย่างไม่มีประโยชน์ แนวคิดใหม่สำหรับผม ถ้า อปท.เข้มแข็งก็บริการจัดการไป แต่ว่าถ้าจะวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้บริหารจัดการเราก็ต้องมีฐานข้อมูลที่ดีแล้วก็ป้อนให้เอกชน จึงจะสามารถตัดสินใจในการลงทุนร่วมกันได้