ผลกระทบจากยุทธศาสตร์ (การวางแผนพลังงานชุมชน)

ผลกระทบจากยุทธศาสตร์ (การวางแผนพลังงานชุมชน)

 
การวางแผนพลังงานที่เกิดจากระดับรากหญ้าหรือชุมชนท้องถิ่น เช่น เทศบาลตำบล ชุมชนเล็กๆ นั้น ก่อให้เกิดพัฒนาการในการเรียนรู้ของชุมชนในด้านพลังงาน พร้อมๆ กับการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลที่ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและเห็นความเป็นไปของสถานการณ์พลังงานที่เกิดขึ้น ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากยุทธศาสตร์แนวใหม่นี้ได้ก่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนที่เป็นมิติใหม่สำหรับวงการพลังงานในประเทศไทย อันได้แก่
1.เกิดพลังขับเคลื่อนด้านกระบวนการเรียนรู้ด้านพลังงาน และเกิดการปรับทัศนคติและจิตสำนึกในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน
จากที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่าเรื่องพลังงานเป็นเรื่องไกลแต่ใกล้ตัว ดังนั้นผู้เข้าร่วมวางแผนพลังงานส่วนใหญ่จึงไม่ทราบข้อมูลว่าตำบลของตนเองใช้พลังงานไปเท่าไร ด้านไหนบ้าง เมื่อได้ทราบข้อมูลเหล่านี้เข้าจึงได้รู้ว่าจริงๆแล้ว เรื่องพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวมากโดยส่งผลกับเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของตนเองอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็เกิดความตระหนักว่าปัญหาพลังงานเป็นปัญหาที่วิกฤตต่อไปถ้าไม่แก้ไข และการแก้ไขจะเกิดขึ้นได้จากการลงมือทำ และผลจากการลงมือทำนั้นได้ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนทัศนคติด้วยตัวของชุมชนเอง
2. เกิดพลังขับเคลื่อนในการส่งเสริมความกินดีอยู่ดีของคนในพื้นที่ เมื่อคนในพื้นที่มีความรู้ ความสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งความรู้และปรับประยุกต์ใช้สิ่งรอบตัวเพื่อการผลิตและใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสมและพอเพียง นำมาซึ่งการยกระดับความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และทำให้การดำรงชีวิตมีความสุขมากขึ้น
3. เกิดพลังผลักดันด้านการสร้างงานในท้องถิ่นและนำไปสู่การพัฒนาชนบท จากเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อพื้นที่ ชุมชนจัดการได้และทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขขึ้น ได้ก่อให้เกิดความต้องการของเทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น การขยายผลเพื่อผลักดันได้ก่อให้เกิดการก่อตัวด้านการตลาดอย่างเป็นธรรมชาติโดยประชาชนในพื้นที่เอง มีการสร้างสรรค์งานใหม่ในท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นการจ้างผลิตอุปกรณ์เพื่อการประหยัดพลังงาน เครื่องมือทางเทคโนโลยีเพื่อแปลงพลังงาน อุปกรณ์ผลิตพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการนำเชื้อเพลิงท้องถิ่นมาใช้ทดแทนพลังงานที่นำเข้าจากภายนอก ทั้งนี้การนำแรงงานท้องถิ่นและเชื้อเพลิงในท้องถิ่นมาใช้สะท้อนให้เห็นว่า เงินที่ลงทุนเพื่อผลิตพลังงานยังคงหมุนเวียนอยู่ภายในท้องถิ่น และสิ่งเหล่านี้จะเป็นพลวัตอันสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค !


4. เกิดภูมิต้านทานในการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ภูมิต้านทานนี้ได้ช่วยก่อเกิดกระบวนการหรือวิธีการในการลดหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากภายนอกพื้นที่ และทำให้ชุมชนมีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น เช่น กองทุนเผาถ่านปลดหนี้ หรือการลดต้นทุนการผลิตโดยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
5. เกิดภูมิต้านทานต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์โดยรวม เมื่อประชาชนได้มีเข้าใจว่าสิ่งรอบตัวนั้นมีคุณค่าและความหมายอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง ทำให้มุมมองและทัศนคติในการหวงแหนและต้องการปกป้องสิ่งแวดล้อมมีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สังคมอยู่อย่างยั่งยืนได้แบบพึ่งพาอาศัยกัน ผลที่สุดนำมาซึ่งการลดปัญหาด้านสุขภาพและความอยู่ดีมีสุขของชุมชนด้วย
6. เกิดพลังความคิดในการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ พลังจากการสร้างสรรค์ความรู้จากการวางแผนพลังงานร่วมกันก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดการพลังงานในชุมชนที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรม การประชาสัมพันธ์ นวัตกรรมใหม่ของเทคโนโลยีพลังงานโดยชุมชน รวมทั้งอาชีพใหม่ก็เกิดขึ้น
7. เกิดพลังขับเคลื่อนภาคประชาคมและเกิดเครือข่ายด้านพลังงานเครือข่ายวิทยากรตัวคูณด้านพลังงานภาคประชาชน โดยเมื่อชุมชนมีความรู้ มีข้อมูล และมีความตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้พลังงาน ความคิดในการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาก็จะตามมา


จากกระบวนการในการวางแผนพลังงานชุมชน ได้ทำให้ชุมชนคิดแก้ปัญหาจากระดับใกล้ตัวโดยการใช้เทคโนโลยีทางเลือกด้านพลังงาน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ชุมชนมีโครงการริเริ่มให้กลุ่ม บ้าน วัด และโรงเรียนตัวอย่างในการประหยัดไฟฟ้า โดยการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพการใช้งานต่ำ เช่น หลอดไส้ เป็นหลอดตะเกียบ และปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคพลังงานให้มีความรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ นอกจากริเริ่มโครงการประหยัดไฟฟ้าแล้ว การนำเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงและเตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูงไปใช้ในชุมชนให้มากขึ้น ก็จะช่วยลดจำนวนการใช้ต้นไม้มาทำถ่านได้ ส่งผลให้เทคโนโลยีพื้นบ้าน หรือการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยวิทยากรตัวคูณในพื้นที่ช่วยตอบสนองความต้องการใหม่ของประชาชนในการได้รับสินค้าพลังงานและวิธีการผลิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง เป็นไปตามกลไกการตลาด และการกระตุ้นอุปสงค์อุปทานด้านพลังงาน
บทเรียนจากการทำงานในระดับพื้นที่ ทำให้เห็นว่าในมุมมองของชุมชนเรื่องพลังงานดูเหมือนเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากเพราะเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทั่งเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นการหุงหาอาหาร การเดินทาง และการทำกิจกรรมต่างๆ พลังงานเข้ามามีบทบาทสำคัญอยู่ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันเรื่องพลังงานก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไกลตัว เป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุม เช่น เมื่อเกิดไฟฟ้าดับ เราก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย หรือเมื่อน้ำมันที่ส่งมาขายยังท้องถิ่นของเราหมด ก็ดูเหมือนว่าเราต้องรออย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้พอพูดเรื่องการวางแผนพลังงาน จึงเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะเข้าไปยุ่งด้วยยากไม่เหมือนการพัฒนาท้องถิ่นในด้านอื่นๆ แต่คณะทำงานวางแผนพลังงานรวมทั้งชาวบ้านก็เห็นพ้องต้องกันว่าชุมชนจะเข้มแข็ง มีการพัฒนาที่ยั่งยืนได้นั้น ประเด็นเรื่องพลังงานนับว่ามีส่วนสำคัญต่อการกำหนดทิศทางดังกล่าวโดยไม่อาจปฏิเสธได้ การรู้จักการวางแผนพลังงานจึงเป็นอีกยุทธศาสตร์หนึ่งของการพัฒนา เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ความอยู่ดีมีสุขของชุมชนอย่างยั่งยืน
สรุปได้ว่าท้องถิ่นจะเข้มแข็งได้จำเป็นต้องมีกระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านประสบการณ์การจริง ทั้งการศึกษาทำความเข้าใจ การเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์ การตัดสินใจกำหนดแนวทางและร่วมกันลงมือปฏิบัติ รวมทั้งการสรุปบทเรียน ติดตามประเมินผลเพื่อปรับปรุงแก้ไข บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เพราะกระทรวงพลังงานตระหนักแล้วว่า ปัญหาพลังงานไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยุทธศาสตร์การวางแผนพลังงานชุมชน โดยการน้อมนำพระราชปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางหลักในการส่งเสริมวิธีคิดและปฏิบัติ จึงเป็นคำตอบของการเริ่มต้นแก้ปัญหาจากท้องถิ่นเล็กๆ หลายๆ แห่งรวมกัน จากการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ก็จะช่วยให้ลดปัญหาใหญ่คือ การขาดแคลนพลังงาน การเสียดุลการค้าของประเทศและการทำลายสิ่งแวดล้อมลงไปได้ เป็นการหล่อเลี้ยงสังคมให้เป็นสังคมแห่งความรู้ที่มีความโปร่งใสและเข้มแข็งต่อไป
จุดเปลี่ยนเล็กๆ แต่ทำอย่างต่อเนื่องมักส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่เสมอ ดังคำที่กล่าวไว้ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”