เซลล์แสงอาทิตย์ช่วยลดสาเหตุภาวะโลกร้อนได้หรือไม่

เซลล์แสงอาทิตย์ช่วยลดสาเหตุภาวะโลกร้อนได้หรือไม่
ในการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง ประมาณการณ์ว่า จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 200 กรัม : ไฟฟ้า 1 kWh ตรงข้ามกับเซลล์แสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดด้วย
ปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้เชื้อเพลิงที่ได้จากสัตว์และพืชในการเผาไหม้ ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 5,000 ล้านตัน : ปี ซึ่งเกินกว่าระดับที่ธรรมชาติจะดูดกลืนได้หมด เมื่อบรรยากาศของโลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น ก็เป็นต้นต่อของการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ฝนกรด และการทำลายชั้นโอโซนของโลก เป็นต้น
สนใจอ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ติดตามได้ที่ http://www.nstda.or.th/cc
เรียบเรียงจาก :
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. โครงการศูนย์เทคโนโลยีพลังงาน. ถาม-ตอบ เกี่ยวกับเซลล์แสงอาทิตย์. กรุงเทพฯ : โครงการศูนย์เทคโนโลยีพลังงาน, 2545 : หน้า 32
ต้นไม้ กับส่วนต่าง 4 องศา…
รู้หรือไม่ ต้นไม้ใหญ่ที่มีใบขนาดปานกลางขึ้นไป และมีลมพัดผ่าน สามารถลดอุณหภูมิของอากาศร้อนภายใต้ร่มเงาได้ถึง 4 องศา แอร์เครื่องไหนๆก็สู้ไม่ได้
โลกของเรามีวัฏจักรคาร์บอนที่หมุนเวียนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อย่างสมดุล แต่การเผาไหม้เชื่อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นแหล่งปลดปล่อยก๊าซ CO2 ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรตามธรรมชาติ ก๊าซ CO2 ในบรรยากาศจึงเพิ่มสูงขึ้น เพราะมันทำให้เกิดก๊าซ CO2 ที่ปลดปล่อยสู่บรรยากาศมีปริมาณมากเกินกว่าศักยภาพการดูดซับก๊าซ CO2 ของมหาสมุทรและพืช และนี่คือ 3 กิจกรรมที่ปล่อยก๊าซ CO2 สู่บรรยากาศมากที่สุด
1) 32.6 พันล้านตัน/ปี มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และกระบวนการผลิตซีเมนต์
2) 15.8 พันล้านตัน/ปี มาจากกิจกรรมทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์และมนุษย์
3) 3.3 พันล้านตัน/ปี มาจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ไฟป่า
โดยธรรมชาติมีปริมาณการดูดซับดังนี้
9.5 พันล้านตัน/ปี ถูกดูดซับโดยมหาสมุทร
10.6 พันล้านตัน/ปี ถูกดูดซับโดยพืช
จะเห็นได้ว่า บริมาณที่ธรรมชาติสามารถดูดซับได้ไม่สามารถกลบปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ได้เลย
_________________________________
ติดตามเรื่องราวความรู้น่าสนใจอีกมากมายได้ที่
นิตยสาร Science Illustrated : http://www.ookbee.com/Shop/Magazine/SCIENCE
Instagram : Science_illustrated_thailand
หรือสมัครสมาชิกได้ที่ http://postintermedia.com/subscription
อาจเป็นรูปภาพของ ‎กลางแจ้ง และ‎ข้อความพูดว่า "‎In 2020 Renewable Energy Beat Fossil Fuels Across ه Europe‎"‎‎
จากข้อมูลการการผลิตกระแสไฟฟ้าของยุโรป ปริมาณการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนได้สูงกว่าการผลิตจากเชื้อเพลิง fossil เป็นผลจากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เกิดขึ้นใหม่
เป็นเวลากว่า 12 เดือนที่แหล่งพลังงานหมุนเวียนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 38% ในขณะที่ อีก 37% มาจากเชื้อเพลิง fossil ซึ่งการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการ decarbonization โดยพลังงานลมมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 9% และพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น 15% ทำให้เพิ่มเติมการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขึ้นอีก 51 TWh โดยเป็นครั้งแรกที่ Germany และ Spain สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่าการใช้เชื้อเพลิง fossil
อาจจะยังไม่ใช่ข่าวดีสักทีเดียว ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนยังช้ากว่าเป้าหมายที่ EU จะลดก๊าซเรือนกระจกลง 55% ภายในปี 2030 และสามารถบรรลุเป้าหมาย carbon neutral ในปี 2050 โดยยุโรปต้องการพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีก 100 TWh เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของปี 2030 ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มถึง 2 เท่าต่อปีของปริมาณที่เพิ่มขึ้นในปี 2020
ในขณะที่การผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2015 และลดลงอีก 20% ในปี 2020 สำหรับการผลิตจากก๊าซลดลง 4% ในปีที่ผ่านมา ถึงแม้การลดลงของความต้องการพลังงานเกิดจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้กล่าวได้ว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าของ EU ในภาพรวมของปีที่แล้วสะอาดขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปี 2015
𝐃𝐚𝐯𝐞 𝐉𝐨𝐧𝐞𝐬 (𝐄𝐦𝐛𝐞𝐫’𝐬 𝐬𝐞𝐧𝐢𝐨𝐫 𝐞𝐥𝐞𝐜𝐭𝐫𝐢𝐜𝐢𝐭𝐲 𝐚𝐧𝐚𝐥𝐲𝐬𝐭) กล่าวว่า
“𝑊𝑖𝑛𝑑 𝑎𝑛𝑑 𝑠𝑜𝑙𝑎𝑟 𝑎𝑟𝑒 𝑟𝑒𝑎𝑙𝑙𝑦 𝑏𝑒𝑔𝑖𝑛𝑛𝑖𝑛𝑔 𝑡𝑜 𝑡𝑟𝑎𝑛𝑠𝑓𝑜𝑟𝑚 𝐸𝑢𝑟𝑜𝑝𝑒’𝑠 𝑒𝑙𝑒𝑐𝑡𝑟𝑖𝑐𝑖𝑡𝑦 𝑠𝑦𝑠𝑡𝑒𝑚,” “𝑇ℎ𝑒𝑦 𝑝𝑟𝑜𝑣𝑖𝑑𝑒𝑑 𝑜𝑛 𝑎𝑣𝑒𝑟𝑎𝑔𝑒 𝑎 𝑓𝑖𝑓𝑡ℎ 𝑜𝑓 𝐸𝑢𝑟𝑜𝑝𝑒’𝑠 𝑒𝑙𝑒𝑐𝑡𝑟𝑖𝑐𝑖𝑡𝑦 𝑙𝑎𝑠𝑡 𝑦𝑒𝑎𝑟, 𝑏𝑢𝑡 𝑎𝑐𝑟𝑜𝑠𝑠 𝑐𝑒𝑟𝑡𝑎𝑖𝑛 𝑐𝑜𝑢𝑛𝑡𝑟𝑖𝑒𝑠 𝑎𝑛𝑑 𝑐𝑒𝑟𝑡𝑎𝑖𝑛 ℎ𝑜𝑢𝑟𝑠, 𝑡ℎ𝑒 𝑝𝑒𝑛𝑒𝑡𝑟𝑎𝑡𝑖𝑜𝑛 𝑖𝑠 𝑒𝑣𝑒𝑛 ℎ𝑖𝑔ℎ𝑒𝑟.”
พลังงานลมและแสงอาทิตย์คือสาเหตุหลักที่ทำให้ลดกำลังการผลิตของถ่านหินลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2015 ส่งผลให้สามารถลดการปล่อย CO2 ลงได้อย่างรวดเร็ว
เป็นที่น่าสังเกตุว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ก็ลดลง 10% ซึ่งเกิดจากการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน Sweden และ Germany และการปิดการผลิตชั่วคราวในฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม
ฝรั่งเศส พึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ถึง 70% ได้ลดการผลิตลงถึง 44 TWh คิดเป็นอัตราการลดลงที่ 11% โดยคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะลดลงตลอดปี 2020s เนื่องจากหลายประเทศ เช่น Germany, Belgium และ Spain จะทยอยหยุดการเดินระบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
𝐏𝐚𝐭𝐫𝐢𝐜𝐤 𝐆𝐫𝐚𝐢𝐜𝐡𝐞𝐧 (𝐃𝐢𝐫𝐞𝐜𝐭𝐨𝐫 𝐨𝐟 𝐀𝐠𝐨𝐫𝐚 𝐄𝐧𝐞𝐫𝐠𝐢𝐞𝐰𝐞𝐧𝐝𝐞) กล่าวว่า
“𝑃𝑜𝑠𝑡-𝑝𝑎𝑛𝑑𝑒𝑚𝑖𝑐 𝑒𝑐𝑜𝑛𝑜𝑚𝑖𝑐 𝑟𝑒𝑐𝑜𝑣𝑒𝑟𝑦 𝑚𝑢𝑠𝑡 𝑛𝑜𝑡 𝑠𝑙𝑜𝑤 𝑑𝑜𝑤𝑛 𝑐𝑙𝑖𝑚𝑎𝑡𝑒 𝑎𝑐𝑡𝑖𝑜𝑛,” “𝑊𝑒 𝑡ℎ𝑒𝑟𝑒𝑓𝑜𝑟𝑒 𝑛𝑒𝑒𝑑 𝑠𝑡𝑟𝑜𝑛𝑔 𝑐𝑙𝑖𝑚𝑎𝑡𝑒 𝑝𝑜𝑙𝑖𝑐𝑦 𝑠𝑢𝑐ℎ 𝑎𝑠 𝑖𝑛 𝑡ℎ𝑒 𝐺𝑟𝑒𝑒𝑛 𝐷𝑒𝑎𝑙—𝑡𝑜 𝑒𝑛𝑠𝑢𝑟𝑒 𝑠𝑡𝑒𝑎𝑑𝑦 𝑝𝑟𝑜𝑔𝑟𝑒𝑠𝑠.”
Graichen ได้เน้นย้ำว่า ถึงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่การพัฒนายังต้องการผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า เพื่อให้ถึง 100 TWh ตือปี เพื่อบรรลุเป้าหมาย climate neutrality แต่จากแผนงานด้าน Climate ของประเทศสมาชิกใน EU จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้เพียง 75 TWh จนถึงปี 2030
International Energy Agency (IEA) ได้พยากรณ์ว่า การเเพิ่มขึ้นของพลังงานลมจะเป็นไปอย่างรวดเร็วทั่วภาคพื้นยุโรป ในปี 2021 โดยจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในฝรั่งเศส Poland และ Denmark และพลังงานแสงอาทิตย์ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราว 16% จากโครงการ solar photovoltaic ขนาดใหญ่ในฝรั่งเศส และ Germany ในปีนี้ โดยในภาพรวมการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนได้รับการคาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2025
บทความโดย David Vetter
ที่มา: https://bit.ly/3a9fqfs